ถอดรหัสลับนักโทษชาย"ทักษิณ ชินวัตร" 11 ปี ที่เร่รอนในต่างแดน ไฉนถึงยังหนีหัวซุกหัวซุน คาดไม่ได้กลับไทยตลอดชีวิต (รายละเอียด)

มาติดตามขวัญหลงวันคล้ายวันเกิดนายทักษิณ ชินวัตร ที่เพิ่งพ้นไปเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 25 เรียกได้ว่าวันเกิดปีนี้ค่อนข้างเงียบเหงากันเลยทีเดียว ที่ปีนี้ไม่มีเสียงเพลงจากน้องสาวอย่างน.ส.ยิ่งลักษณ์ เพราะคงตกอยู่ในสภาวะเครียด

โดยในวันนี้เราจะมาย้อนทวนความถึงอดีตนายกรัฐมนตรี นายทักษิณ ชินวัตร กับเส้นทางการเมืองต่างๆที่ผ่านมา รวมถึงย้อนทวนความถึงคดีความติดตัวอีกหลายคดี จนทำให้ต้องกลายเป็นบุคคลร่อนเร่ในต่างประเทศมา 11 ปี

 

 

นายทักษิณ เกิดเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม  2492  เมื่อ 2523 ได้เริ่มต้นทำธุรกิจส่วนตัวหลายอย่าง ควบคู่ไปกับการรับราชการตำรวจ เช่น ค้าขายผ้าไหม ซื้อภาพยนตร์ฉาย กิจการโรงภาพยนตร์ ธุรกิจคอนโดมิเนียม แต่ประสบความล้มเหลว เป็นหนี้สินล้นพ้นตัว จากนั้นได้ลาออกจากราชการ

ต่อมาปี 2526 นายทักษิณ ได้ก่อตั้ง และเป็น ประธานกรรมการ บริษัท ชินวัตร คอมพิวเตอร์ จำกัด (ชื่อเดิม ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไอซีเอสไอ (ICSI) ปัจจุบันได้เข้าจดทะเบียนใน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

ดำเนินธุรกิจ ให้เช่าคอมพิวเตอร์ แก่สำนักงานต่างๆ และได้ขยายกิจการไปสู่ การให้บริการ วิทยุติดตามตัว โทรศัพท์เคลื่อนที่ ดาวเทียม และ โทรคมนาคม ครบวงจร นำไปสู่การชำระหนี้สินในช่วงแรกของการทำธุรกิจ และประสบผลสำเร็จทางธุรกิจในที่สุด

ต่อมาปี 2537 ได้ลาออกจาก บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และเข้าสู่เส้นทางการเมืองดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย และปี 2538 ได้เป็นหัวหน้าพรรคพลังธรรม ต่อจากพล.ตจำลอง ศรีเมือง และรองนายกรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา

ในปี พ.ศ. 2539 ดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และ ในปี พ.ศ. 2541 หลังจากรัฐบาลชุด พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ หลังจากนั้นไม่นานนายทักษิณ ก็ได้ก่อตั้ง พรรคไทยรักไทย และดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเป็นนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544

เทอมแรกของการเป็นนายกฯ นายทักษิณสามารถครองใจประชาชนได้ เป็นจำนวนมาก เพราะออกนโยบายแปลกๆใหม่ๆ อาทิ 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน แปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุน พักหนี้เกษตรกร ฯลฯ ต่อมาหลังชนะการเลือกตั้งรอบ 2 กลับมาเป็นนายกฯอีกครั้ง มีพฤติกรรมเหลิงอำนาจ ฉ้อราษฎร์บังหลวง เป็นเผด็จการรัฐสภา  

และเริ่มพบพฤติกรรมทุจริต คอรับชั่น เอื้อประโยชน์ในกับพวกพรรค ตระกูลของตัวเอง จนนำมาสู่การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯและการรัฐประหารในที่สุดในวันที่ 19 กันยายน 2549 ซึ่งขณะนั้นนายทักษิณ ได้ร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก แต่ระหว่างนั้นตอนคปค.ยึดอำนาจ

ก็ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)ตรวจสอบการทุจริต ส่งเรื่องให้กับทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณาเพื่อจะยื่นฟ้อง


ต่อมาได้เกิดการตั้งปรากฏว่าพรรคพลังประชาชนเป็นฝ่ายชนะ นายสมัคร สุนทรเวช ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี จากนั้น 28 กุมภาพันธ์ 2551 นายทักษิณได้โอกาสเดินทางกลับไทย จึงเกิดภาพประวัติศาสตร์ที่ยากจะลืม นายทักษิณได้ก้มลงจูบแผ่นดินทันทีเมื่อเห็นคณะสื่อมวลชนที่เฝ้าสังเกตการณ์ โดยระหว่างการกลับมาของนายทักษิณศาลก็ดำเนินการไปในคดีที่คตส.เดินเรื่องไว้มากมาย

ต่อมานายทักษิณได้วางแผนหลบหนีออกนอกประเทศ โดยขออนุญาตเดินทางไปจีนซึ่งอ้างว่า "ได้รับเชิญไปร่วมพิธีเปิดแข่งขันกีฬาโอลิมปิก" เมื่อ 8 สิงหาคม 51 จากนั้น นายทักษิณก็ไม่เคยหวนกลับคืนสู่ประเทศอีกเลย ต่อไม่นานนักเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2551 ศาลฎีกาฯได้พิพากษาให้นายทักษิณมีความผิดให้ลงโทษจำคุกสองปี

อย่างไรก็ตามทางป.ป.ช. ก็ได้ออกคำสั่งอายัดทรัพย์สินรวม 12 ฉบับ เป็นเงินกว่า 7.6 หมื่นล้าน จากความผิดออกมาตรการเอื้อประโยชน์ชินคอร์ป โดยหน่วยงานในอำนาจนายกฯ 5 กรณีและเป็นผลให้ 26 กุมภาพันธ์ 2553 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษายึดทรัพย์จากบัญชีเงินฝาก "ทักษิณ-พจมาน-พานทองแท้-พินทองทา"

รวมถึงยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และบรรณพจน์ ดามาพงศ์ เป็นเงินรวม 46,373,687,454.70 บาท ตามคำสั่ง คตส. 3 ฉบับ จากบัญชีเงินฝาก 32 บัญชี ทำให้เงินที่ได้จากการขายหุ้นชินคอร์ปเมื่อปี 2553 เหลือ 30,247,915,606 บาท

แม้จะถูกยึดทรัพย์ไปกว่า 4.6 หมื่นล้าน แต่การจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บสเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2560 ยังระบุว่า "ทักษิณ" มีทรัพย์สิน 1,700 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นเงินไทย 57,800,000,000 บาท ทำให้ทักษิณเป็นเศรษฐีที่รวยติดอันดับ 10 ในประเทศไทย และรวยอันดับที่ 1,234 ของโลก แต่สิ่งที่นายทักษิณไม่มีคือโอกาสที่จะกลับมายังประเทศไทยอีก

และสาเหตุที่ทำให้นายทักษิณไม่ กลับมายังประเทศไทยอีก เพราะว่าถ้าหากกลับไทยเมื่อไหร่ นายทักษิณก็ต้องติดคุกทันที เพราะศาลได้พิพากษาคดีไว้แล้ว เพราะฉะนั้นทักษิณจึงไม่ยอมกลับ และพยายามที่จะไม่ติดคุกด้วย ถึงขนาดปลุกเร้าจัดตั้ง นปช.จึงก่อเหตุวุ่นวายบานปลาย บาดเจ็บล้มตายในปี53

ทั้งนี้มีคดีที่ตัดสินไปแล้ว 2 คดี คือ
1.คดีที่ดินรัชดา ที่ศาลพิพากษาให้จำคุก 2 ปี และ

2.คดีร่ำรวยผิดปกติเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจของตนเองและพวกพ้อง ซึ่งศาลพิพากษาให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน จำนวน 46,373 ล้านบาท

คดีที่อยู่ในชั้นศาล 6 คดี
1.คดีหลีกเลี่ยงการเสียภาษีจากการซื้อขายหุ้น บริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์  แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ( มหาชน )
 
2. คดีทุจริตโครงการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัว หรือคดีหวยบนดิน

3.คดีเอ็กซิมแบงก์ ปล่อยเงินกู้ให้กับรัฐบาลพม่า 4,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการจัดซื้ออุปกรณ์กิจการโทรคมนาคมจาก บริษัทในเครือ ชินคอร์ ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัว

4คดีทุจริตออกกฎหมายแก้ไขค่าสัมปทานโทรศัพท์มือถือ - ดาวเทียม เป็นภาษีสรรพสามิต เอื้อประโยชน์ธุรกิจบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

5.คดีทุจริตจัดซื้อกล้ายางพารา 90 ล้านต้น
 
6.คดีเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร ซึ่งมีนายศิโรตม์  สวัสดิ์พาณิชย์  อดีตอธิบดีกรมสรรพากรกับเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรอีก 4 คน เป็นจำเลย ฐานละเว้นการเก็บภาษีการโอนหุ้นชินคอร์ปฯ

คดีอยู่ระหว่างตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างอัยการกับ ปปช. 3  คดี
1.คดีทุจริต CTX 9000  การจัดซื้อจัดจ้างปรับเปลี่ยนสายพานลำเลียงกระเป๋าสัมภาระผู้โดยสารและเครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิด ซีทีเอ็กซ์ 9000 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

2.คดีธนาคารกรุงไทย อนุมัติเงินกู้ให้กับบริษัทในเครือกฤษดามหานคร ซึ่งเป็นการอนุมัติสินเชื่อให้กับบริษัทที่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL  
 
3.คดีทุจริตโครงการระบบจ่ายไฟฟ้าและเครือข่ายท่อร้อยสายท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของอัยการ 2 คดี
1.คดีปกปิดข้อมูลโครงสร้างผู้ถือหุ้นเอสซี แอสเซทฯ

2.คดีร่ำรวยผิดปกติเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจของตนเองและพวกพ้อง

อย่างไรก็ตามเมื่อไม่นานมานี้ สนช.ลงมติเอกฉันท์ 176 เสียง ผ่านฉลุย  ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้รับการประกาศใช้เป็นกฎหมาย หลักการสำคัญคือให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณา

ไต่สวนคดีลับหลังจำเลย เรียกได้ว่า“นักโกงเมือง” ตายสถานเดียว หนีคดีเมื่อไร หยุดนับอายุความทันที โดยเฉพาะกับนายทักษิณ ชินวัตร ผู้ต้องหาหลบหนีคดี ที่จะสามารถรื้ออกมาทำคดีใหม่ได้

เรียกได้ว่าก็เป็นที่ชัดเจนแล้วว่านายทักษิณต่อให้มีเงินทองมากมายมหาศาลเท่าไหร่ ก็ไม่สามารถหาความสุขที่แท้จริงได้ ยังเวียนว่ายอยู่ในวัฏสงสาร ยากต่อการจะหลุดพ้น หรือดังคำพูดที่ว่าถ้าคิดจะหนีก็ต้องหนีกันตลอดชีวิต

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
-จำนำข้าวดีจริงทำไมเพื่อไทยไม่ทำต่อ???ทักษิณไม่ใช่แค่คิด?!?รู้ก่อนแล้วว่าขาดทุน

-สุดยอดวิชาโกง!!! ครบ 9 ปีเต็มยึดทรัพย์ “ทักษิณ” จำไม่ลืมคำสาปแช่ง สุดท้ายดาบคืนสนอง...จบสิ้น(หวัง)กลับแผ่นดินไทย


ติดตามข่าวสารทาง Line



ติดตามข่าวการเมือง


เรียบเรียงโดย
ธราวุฒิ ฤทธิอักษร


HASTAG : ต่างแดน  หนีคดี  นักโทษชาย  ทักษิณ 

ติดตามข่าวอื่นๆ