รับรองคนไทยเห็นชอบ!! ปปช.ทำข้อเสนอถึงครม.สั่งการมหาดไทยเร่งเช็คบิลนกม.ท้องถิ่น โดนชี้มูลผิดยังลอยหน้าทำงาน??

ภายหลังจากที่ข้อสงสัยเกี่ยวกับคำวินิจฉัยตามมติของปปช.ต่อพฤติการณ์ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองท้องถิ่น ที่ปรากฏว่าแม้จะมีการชี้มูลความผิดไปแล้ว แต่ในขั้นตอนการปฏิบัติกลับยังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการที่นักการเมืองท้องถิ่นแต่ละรายซึ่งถูกปปช.ชี้มูลความผิดนั้น  ยังคงปฏิบัติหน้าที่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น รวมถึงความชัดเจนเกี่ยวกับสถานะหลังจากการพ้นตำแหน่งว่าจะเป็นอย่างไร เนื่องจากเคยถูกชี้มูลว่ากระทำความผิดตามกฎหมาย

ล่าสุดนายสรรเสริญ  พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการป.ป.ช. และโฆษกสำนักงานป.ป.ช. ได้แถลงว่า สืบเนื่องจากหลายครั้งที่ประชาชนมักจะตั้งคำถามหรือมีข้อกังขาว่าเหตุใดผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองท้องถิ่นที่คณะกรรมการป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดแล้ว ผู้นั้นยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่หรือบางรายหมดวาระหรือพ้นตำแหน่งไปแล้ว  ยังกลับมาสมัครรับเลือกตั้งได้หรือได้รับเลือกอีก 
 

 

ในกรณีนี้คณะกรรมการป.ป.ช. ได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการอำนวยการด้านมาตรการป้องกันการทุจริต สำนักงานป.ป.ช. ศึกษาถึงข้อจำกัดในการดำเนินการตามบทบัญญัติของกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบัน และการขาดความชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองท้องถิ่นที่คณะกรรมการป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด และได้แจ้งให้ผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนสามารถสั่งให้พ้นจากตำแหน่งหรือสิ้นสุดสมาชิกภาพได้ เฉพาะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองท้องถิ่นที่ยังคงดำรงตำแหน่งอยู่ หากผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว ไม่สามารถสั่งให้พ้นจากตำแหน่งได้

 

เมื่อมีการเลือกตั้งใหม่บุคคลนั้นสามารถลงสมัครรับเลือกตั้ง เพื่อกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมืองท้องถิ่นอีก และเมื่อถูกตรวจสอบว่ากระทำการทุจริตก็จะขอลาออกจากตำแหน่ง เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้มีการสอบสวนและวินิจฉัยสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง ทั้งนี้จากสถิติข้อมูล (พ.ศ. 2542-กันยายน 2558) พบว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองท้องถิ่นที่คณะกรรมการป.ป.ช.      มีมติชี้มูลความผิดทางอาญาหรือมีมูลความผิดตามกฎหมายที่ใช้บังคับกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้นๆ มีจำนวนทั้งสิ้น 409 ราย แบ่งตามประเภทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนตำบล 262 ราย เทศบาล 114 ราย องค์การบริหารส่วนจังหวัด 27 ราย และกรุงเทพมหานคร 6 ราย แต่ในจำนวนดังกล่าว ผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน ไม่สามารถสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง ด้วยเหตุเพราะผู้นั้นพ้นตำแหน่งไปแล้วหรือลาออกไปก่อนถึง 171 ราย ส่งผลให้การบังคับใช้กฎหมายขาดประสิทธิภาพ
 


ดังนั้น เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 252 วรรคสาม คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 19 (11) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เห็นชอบให้เสนอมาตรการการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อดำเนินการถอดถอน    ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองท้องถิ่น อันเนื่องจากมีพฤติกรรมในทางทุจริต ดังนี้ 


    
1. การดำเนินการในส่วนของสำนักงานป.ป.ช.  


     
(1) กำหนดให้สำนักไต่สวนการทุจริต ถือเป็นแนวทางปฏิบัติ กรณีคณะกรรมการป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองท้องถิ่น ให้ส่งรายงาน เอกสาร พร้อมทั้งความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไปยังผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบบันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและแนวคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดที่เกี่ยวข้อง และรายงานผลการสอบสวนหรือสำเนาคำสั่งลงโทษให้สำนักงาน ป.ป.ช. ทราบ ทั้งนี้ให้ใช้เฉพาะกรณีที่คณะกรรมการป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองท้องถิ่นที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว แต่กลับเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมืองท้องถิ่นใหม่อีกครั้งหนึ่ง 

 

     
(2) รวบรวมข้อมูลรายงาน เอกสาร พร้อมทั้งความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่มีมติชี้มูลความผิดผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองท้องถิ่นทั้งหมด ส่งไปยังกระทรวงมหาดไทย เพื่อพิจารณามอบหมายนายอำเภอหรือผู้ว่าราชการจังหวัดให้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ตลอดจนส่งข้อมูลดังกล่าวไปยังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อประกอบการพิจารณาคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิลงรับสมัครเลือกตั้ง พร้อมกับให้มีการติดตามผลการดำเนินการดังกล่าว 
     

 

(3) พิจารณาปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยมีบทบัญญัติในการดำเนินการต่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งเดิมเป็นตำแหน่งที่ไม่มีโทษทางวินัย ให้เพิ่มเติมบทบัญญัติว่าเมื่อคณะกรรมการป.ป.ช. ได้มีมติชี้มูลความผิด สามารถดำเนินการทางวินัยหรืออยู่ในบังคับมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 234 (1) และมาตรา 235 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย    พ.ศ. 2560 และมีผลทำให้บุคคลดังกล่าวไม่สามารถกลับมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้อีก 
    

 

2. ข้อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี 
     


(1) ให้กระทรวงมหาดไทยพิจารณาข้อมูลรายงาน เอกสาร พร้อมทั้งความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่มีมติชี้มูลความผิดผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองท้องถิ่น โดยมอบหมายนายอำเภอหรือผู้ว่าราชการจังหวัดดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ในการสอบสวนและวินิจฉัยสั่งให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองท้องถิ่นพ้นจากตำแหน่งหรือสิ้นสุดสมาชิกภาพ หรือนำผลการสอบสวนดังกล่าวไปสู่การดำเนินคดีในทางอาญาหรือทางแพ่งต่อไป ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบบันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและแนวคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดที่เกี่ยวข้อง และให้รายงานผลการสอบสวนหรือสำเนาคำสั่งลงโทษให้สำนักงาน ป.ป.ช. และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งทราบด้วย 
     

(2) พิจารณาแก้ไขพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ. 2542 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นพ.ศ. 2545 โดยเพิ่มบทบัญญัติ “การไม่เป็นผู้มีพฤติกรรมในทางทุจริต” กำหนดเป็นคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามในการเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งในทุกตำแหน่งเช่นเดียวกับการกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามในการเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งในตำแหน่งต่างๆ ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบลพ.ศ. 2537 

    
3. ข้อเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง พิจารณาข้อมูลตามรายงาน เอกสาร พร้อมทั้งความเห็นของคณะกรรมการป.ป.ช. ที่มีมติชี้มูลความผิดผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองท้องถิ่น นำมาประกอบการพิจารณาคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง


ติดตามข่าวสารทาง Line



เรียบเรียงโดย
ฌาวิตรา พัฒนาอารยสกุล


HASTAG : ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง  ปปช.ชี้มูล  การเลือกตั้ง 

ติดตามข่าวอื่นๆ