บอสใหญ่เพนตากอน ถึงกับช็อก เมื่อรู้ว่าทหารสหรัฐฯ ไม่พร้อมที่จะทำสงคราม

พล.อ.เจมส์ แมตทิส รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ บอกกับสมาชิกรัฐสภาในวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า เขารู้สึก “ช็อก”กับสภาพความไม่พร้อมสู้รบของทหารสหรัฐฯในเวลานี้ โดยเขาได้ชี้ไปที่กฎหมายกำหนดเพดานการใช้จ่ายงบประมาณด้านกลาโหมในยุคของประธานาธิบดีบารัค โอบามา ซึ่งเป็นที่รู้จักเรียกขานในชื่อว่า “การยึดทรัพย์ทางงบประมาณ” (budget sequestration) และบอกว่าการจำกัดงบประมาณทางทหารอย่างต่อเนื่องหลายปีเช่นนี้ ทำให้กองทัพสหรัฐฯตกอยู่ในความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมาก รวมทั้งปิดกั้นการดำเนินโครงการใหม่ๆ ที่มีความสำคัญ --ถึงแม้งบประมาณกลาโหมของสหรัฐฯปัจจุบันในแต่ละปียังคงมีจำนวนเป็นอันดับ 1 ของโลก อีกทั้งยังคงสูงกว่างบประมาณของอีก 7 ประเทศอันดับถัดๆ ลงมารวมกันก็ตามที


พล.อ.เจมส์ แมตทิส เกษียณอายุจากราชการทหาร 3 เดือนก่อนที่มาตรการการยึดทรัพย์เริ่มมีผลบังคับใช้ อีก 4 ปีต่อมา เมื่อกลับมายังกระทรวงกลาโหมรู้สึกช็อกต่อสิ่งที่พบเห็นเกี่ยวกับความพร้อมที่จะสู้รบของเรา ไม่มีข้าศึกในสนามที่สามารถสร้างความเสียหายให้แก่ความพร้อมของทหารของเราได้มากกว่าการยึดทรัพย์ทางงบประมาณอีกแล้ว โดยเป็นคำกล่าวเขานั้นได้แถลงต่อคณะกรรมาธิการซึ่งกำลังต้องการข่าวสารข้อมูลเพิ่มเติม หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยื่นเสนอร่างงบประมาณประจำปี 2018



มาตรการการยึดทรัพย์ทางงบประมาณ ซึ่งหลักการสำคัญคือกำหนดให้ตัดลดงบประมาณกลาโหมและงบประมาณที่ไม่ใช่ด้านกลาโหมลงมาฝ่ายละเท่าๆ กัน ได้ถูกนำมาบังคับใช้ภายหลังจากสมาชิกรัฐสภาพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันไม่สามารถประนีประนอมกันได้ในเรื่องการตัดลดยอดขาดดุลงบประมาณที่กำลังบานปลายใหญ่โตขึ้นทุกที


ในขณะที่ทางด้านนายโดนัลด์ ทรัมป์ นั้นต้องการตัดลดรายจ่ายของกระทรวงการต่างประเทศลงเป็นจำนวนมาก แต่จะเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมขึ้นอย่างมาก โดยทางด้านกระรวงกลาโหม ได้ร้องขอใช้จ่ายในรายการกลาโหมทั่วไปรวมเป็นมูลคา 574,000 ล้านดอลลาร์ และเพิ่มเติมด้วยรายการใช้จ่ายยามสงครามอีก 65,000 ล้านดอลลาร์ รวมแล้วก็เป็น 639,000 ล้านดอลลาร์ โดยยอดดังกล่าวนั้นเพิ่มขึ้นเกือบ 10% จากฐานปี 2017



พล.อ.เจมส์ แมตทิส ยังได้พูดถึงสงครามในอัฟกานิสถาน ซึ่งมีมาตั้งแต่ปลายปี 2001 โดยที่ยังมองไม่เห็นว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด ว่าเป็นสิ่งที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง และก่อให้เกิดยุทโธปกรณ์เสื่อมสภาพอย่างรวดเร็วกว่าที่วางแผนกันเอาไว้ รัฐสภาและกระทรวงกลาโหม สามารถที่จะคาดการณ์ได้ถึงความสึกหรอสะสมสืบเนื่องจากการใช้สู้รบอย่างต่อเนื่องมาเป็นหลายๆ ปี

 

 

 


ขณะที่เกาหลีเหนือทำท่ากลายเป็นภัยคุกคามเร่งด่วนที่สุดต่อสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ และ เป็น ภัยพิบัติชัดแจ้งอันอาจเกิดขึ้นได้ทุกขณะ สำหรับทุกๆ ฝ่าย พฤติการณ์ยั่วยุของระบอบปกครองนี้ ซึ่งกระทำอย่างผิดกฎหมายระหว่างประเทศ มิได้บรรเทาเบาบางลงไปเลย ทั้งๆ ที่เผชิญการตำหนิวิจารณ์อย่างรุนแรงและการลงโทษคว่ำบาตรของสหประชาชาติ

 


 


ทางด้าน พล.อ.โจ แดนฟอร์ด ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วม ซึ่งไปร่วมให้ปากคำกับคณะกรรมาธิการด้วย ต่างกล่าวว่า การใช้การปฏิบัติการทางทหารใดๆ เพื่อเล่นงานเกาหลีเหนือ จะก่อให้เกิดผลต่อเนื่องที่สร้างความวิบัติหายนะให้แก่คาบสมุทรเกาหลี โลกอาจหวนกลับไปสู่ การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจใหญ่ เมื่อพวกประเทศอย่างเช่นรัสเซียและจีนแสดงความแข็งกร้าวยืนกรานทางการทหารมากขึ้น และทำให้พิธีการด้านความมั่นคงของทั่วโลกซึ่งยึดถือกันมายาวนานตกอยู่ในความเสี่ยง

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ต้องการที่จะมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับสหรัฐฯ ถึงแม้ทั้งสองประเทศอาจเดินไปถึงจุดนั้นได้ด้วยการมองหาสิ่งที่สามารถใช้เป็นพื้นฐานร่วมกัน

แต่ ณ จุดนี้ เขาเลือกที่จะเป็นคู่แข่งขัน เป็นคู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์กับเรา และเราก็จะต้องรับมือกับสิ่งที่เรามองเห็นว่าเป็นเช่นนั้น

 


ติดตามข่าวสารทาง Line


เรียบเรียงโดย
สถาพร เกื้อสกุล


HASTAG : การรบ  สหรัฐฯ  สงคราม  ทหาร 

ติดตามข่าวอื่นๆ