ชื่นชมพระบารมี !! ตามรอยประวัติศาสตร์ไทยในต่างแดน โรงพยาบาลเมาต์ออเบิร์น สถานที่พระราชสมภพของในหลวง ร.๙ ณ นครบอสตัน เป็นบุญตาที่ได้ชม!!

เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ผู้ใช้ Facebook ชื่อ "Dr. Med. Watcharaphol Alexandre Kamnerdsiri" ได้โพสต์เกี่ยวกับกรณีของโต๊ะตัวหนึ่งภายในโรงพยาบาลเมาต์ออเบิร์น ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่เป็นสถานที่พระราชสมภพของในหลวง ร.๙ ของปวงชนชาวไทย ความว่า ...

            โต๊ะตัวน้อยที่ตั้งอยู่กลางทางเดินโรงพยาบาล มีเศษกระดาษเล็ก ๆ มากมายเขียนด้วยลายมือเป็นภาษาไทย เหนือโต๊ะตัวเล็กนั้นเป็นส่วนเสี้ยวประวัติศาสตร์ข่าวที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เคยเสด็จกลับมาเยือนโรงพยาบาลเมาต์ออเบิร์น สถานที่เสด็จพระราชสมภพของพระองค์ ณ นครบอสตัส มลรัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา

            แม้ผมดูจะเป็นมนุษย์เพียงคนเดียวที่ให้ความสำคัญกับโต๊ะน้อยด้วยนี้อย่างมากมาย แต่ผมดีใจครับที่ในที่สุุดแล้วก็ได้มีโอกาสตามรอยทางประวัติศาสตร์ในรัชกาลที่ 9 ได้มาเยือนสถานที่ประสูติ ได้ไปเยือนบ้านเลขที่ 63 ถนนลองวูด ที่เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช ทรงประทับในปี ค.ศ.1926 ถึง ค.ศ.1928 พร้อมกับพระชายา และพระราชธิดา และพระราชโอรส พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้ากัลยานิวัฒนา พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอานันทมหิดล (รัชกาลที่ 8) และพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9) พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลฯ

        ณ จัตุรัสภูมิพลอดุลยเดช (King Bhumibol Adulyadej Square) ที่อยู่ห่างจากโรงพยาบาลเมาต์ออเบิร์น ประมาณ 10 นาทีเดินมีข้อความจารึกแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า "จัตุรัสแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงศุภวาระวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชแห่งประเทศไทย ณ โรงพยาบาลเมาทน์ออเบิร์น เคมบริดจ์ มลรัฐแมสซาชูเส็ตต์ เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๑๙๒๗ ขณะที่เจ้าฟ้ามหิดลพระบรมราชชนก ศึกษาอยู่ที่วิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ฮาร์วาร์ด ..."

        ผมยังก็ได้ไปเยือนวัดนวมินทรราชูทิศ วัดไทยที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในต่างประเทศ บนเนื้อที่ 25 ไร่ ณ เมืองเรย์แฮม รัฐแมสซาชูเซตส์ ประหนึ่งเป็นวัดประจำรัชกาลของพระองค์ในดินแดนสหรัฐอเมริกา

         พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชสมภพในราชสกุลมหิดลอันเป็นสายหนึ่งในราชวงศ์จักรี ณ โรงพยาบาลเมาต์ออเบิร์น เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา ตรงกับวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 ซึ่งเหตุที่พระราชสมภพในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากพระบรมราชชนกและพระบรมราชชนนีกำลังทรงศึกษาวิชาการอยู่ที่นั่น

         พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเป็นพระโอรสองค์ที่สามในสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ (สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ในกาลต่อมา) และหม่อมสังวาลย์ มหิดล ณ อยุธยา (สกุลเดิม ตะละภัฎ, สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในกาลต่อมา) มีพระนามเมื่อแรกประสูติอันปรากฏในสูติบัตรว่า เบบี้ สงขลา (Baby Songkla) ต่อมาคือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลเดช เมื่อได้รับพระราชทานนาม มีพระเชษฐภคินีและสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช 2 พระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ซึ่งสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงออกพระนามเรียกพระองค์เป็นการลำลองว่า "เล็ก"

         พระนามภูมิพลอดุลเดชนั้นพระบรมราชชนนีได้รับพระราชทานทางโทรเลขจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2470 โดยทรงกำกับตัวสะกดเป็นอักษรโรมันว่า "Bhumibala Aduladeja" ทำให้สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงเข้าพระทัยว่าได้รับพระราชทานนามพระโอรสว่า "ภูมิบาล" ในระยะแรกพระนามของพระองค์สะกดเป็นภาษาไทยว่า "ภูมิพลอดุลเดช" ต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเองทรงเขียนว่า "ภูมิพลอดุลยเดช" โดยทรงเขียนทั้งสองแบบสลับกันไป จนมาทรงนิยมใช้แบบหลังซึ่งมีตัว "ย" สะกดตราบปัจจุบัน


         เมื่อ พ.ศ. 2471 ได้เสด็จกลับสู่ประเทศไทยพร้อมพระบรมราชชนก ซึ่งทรงสำเร็จการศึกษาปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิตเกียรตินิยมจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชชนนี สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ และสมเด็จพระเชษฐาธิราช โดยประทับ ณ วังสระปทุม ต่อมาวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2472 สมเด็จพระบรมราชชนกสวรรคต ขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระชนมายุไม่ถึงสองพรรษา

        แม้ว่าผมจะไม่มีโอกาสได้กราบถวายบังคมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ที่กรุงเทพมหานคร แต่ผมก็ภูมิใจที่ได้มีโอกาสตามรอยเสด็จของพระองค์ท่าน ณ ดินแดนอันแสนไกลแห่งนี้  คนไทยพลัดถิ่นนั้นเรามีกันหลายล้านกว่าชีวิตครับ แม้พวกเราจะพลัดถิ่นฐานมาไกลจากบ้านเกิด แต่ความเป็นไทยในหัวใจของพวกเรานั้นผมเชื่อว่ายังคงมีกันอยู่เต็มเปี่ยม

In Loving Remembrance of His Majesty King Bhumibol Adulyadej of Thailand (1927-2016)

 

ที่มาจาก : FB  "Dr. Med. Watcharaphol Alexandre Kamnerdsiri "


ติดตามข่าวสารทาง Line



เรียบเรียงโดย
เสาวลักษณ์ แสงสุวรรณ


HASTAG : พระราชสมภพ  ในหลวงรัชกาลที่9  ในหลวงครองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี 

ติดตามข่าวอื่นๆ