ตอกหน้าสหรัฐฯใช้กฎหมายจัดการพวกหมิ่นประธานาธิบดี (รายละเอียด)

ย้อนกลับไป วันที่ 25 พฤศจิกายน 2558 นายเกล็น ทาวน์เซนส์ เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย มีการแสดงความคิดเห็นวิจารณ์เกี่ยวกับกฎหมายมาตรา 112 ของไทย โดยได้กล่าวในเวทีเสวนาที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ข้อความที่วิจารณ์กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของไทย

นายกลิน ทาวน์เซนด์ เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย แสดงความคิดเห็นที่ เวทีเสวนาที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศในกรุงเทพมหานครว่าตนความกังวลที่ศาลไทยสั่งจำคุกเป็นเวลายาวนานอย่างไม่เคยมีมาก่อนต่อพลเรือนที่ละเมิดกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ส่วนตัวมีความเคารพอย่างลึกซึ้งและชื่นชมในสถาบันกษัตริย์ของไทย แต่มองว่าบุคคลมีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นโดยเสรี

เราเชื่อว่าไม่ควรมีใครควรถูกจำคุกต่อการแสดงมุมมองอย่างสันติ และเราสนับสนุนอย่างหนักแน่นต่อความสามารถของบุคคลหรือองค์กรอิสระใดๆ ในการค้นคว้าวิจัยและรายงานประเด็นสำคัญๆ โดยปราศจากความกลัวว่าจะถูกแก้แค้น

โดยข้อเท็จจริงแล้วในทุกประเทศทั่วโลกมีกฎหมายที่ใช้ในการคุ้มครองประมุขของรัฐ แต่ก็อยู่ที่ว่าประมุขของรัฐที่อยู่ในประเทศนั้นๆจะตีความว่าหมายถึงใคร ซึ่งในประเทศไทยนั้นประมุขของรัฐก็คือพระมหากษัตริย์

ที่เห็นได้อย่างชัดเจก็คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗

 

มาตรา ๒ ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ทั้งนี้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ก็มีไว้เพื่อคุ้มครองประมุขของรัฐ ซึ่งเป็นบทบัญญัติตามหลักการของสากล

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 บัญญัติไว้ว่า "ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี"

ที่ผ่านมาศาลยุติธรรมของประเทศไทยก็ได้มีคำพิพากษาในคดีที่เกี่ยวกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 มาแล้วหลายคดี ซึ่งในการพิเคราะห์คดีของศาลก็ชี้ชัดว่าบุคคลนั้นได้กระทำความผิดที่เข้าข่ายตามบทบัญญัติที่ระบุว่าเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย ซึ่งเป็นความผิดที่เกิดขึ้นเฉพาะตัวบุคคลนั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองแต่อย่างใด

 

ยกตัวอย่างเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2555 ที่ผ่านมา ศาลอาญาอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ หรือ สุรชัย แซ่ด่าน แกนนำกลุ่มแดงสยาม เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากกรณี เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2551 นายสุรชัย กล่าวปราศรัยหมิ่นเบื้องสูงบนเวทีกลุ่มคนเสื้อแดง บริเวณท้องสนามหลวง

โดยศาลพิเคราะห์เอกสารขอถอนคำให้การของจำเลย จากให้การปฏิเสธ เป็นรับสารภาพ เพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาโดยเร็ว เนื่องจาก มีความประสงค์จะได้ขอพระราชทานอภัยโทษ จำเลยมีความผิดจริง ตามมาตรา 112 พิพากษาจำคุก 5 ปี แต่จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 2 ปี 6 เดือน และให้นับโทษรวมกับคดีหมิ่นสถาบันที่ศาลมีคำพิพากษาไปก่อนหน้านี้อีก 4 คดี

รวมถึงอีกหนึ่งคดี โดยวันที่ 3 ธ.ค.2557 คดีนี้อัยการยื่นฟ้อง จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ อดีต ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ฐานหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ทั้งนี้ จากกรณีเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2557 จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ได้กล่าวปราศรัยบนเวทีในการจัดกิจกรรม หยุดล้มล้างประชาธิปไตยที่ศูนย์การค้าอิมพีเรียลเวิลด์ สาขาลาดพร้าว โดยมีเนื้อหาหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ก่อนหน้านี้ศาลได้ตรวจพยานหลักฐานในคดี แต่ จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ได้ให้การปฏิเสธ ต่อมา จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ได้ยื่นคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษร ต่อศาล ขอกลับคำให้การโดยขอรับสารภาพผิด ไม่ขอต่อสู้คดีอีกต่อไป เพราะสำนึกในความผิดที่ได้กระทำไป

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จ.ส.ต.ประสิทธิ์ มีความผิดตามฟ้อง พิพากษาจำคุก 5 ปี แต่รับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน ทั้งนี้ ศาลได้พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี และรายงานการสืบเสาะ แล้วเห็นว่า ข้อความที่ปราศรัย เป็นเรื่องร้ายแรง และ จ.ส.ต.ประสิทธิ์ เป็น ส.ส. ถึง 2 สมัย ย่อมต้องรู้ผิดชอบ มีวิจารณญาณมากกว่าคนทั่วไป และพบว่า จ.ส.ต.ประสิทธิ์ เคยมีประวัติกระทำความผิดมาแล้ว แต่กลับมาทำผิดอีกในเรื่องที่ร้ายแรงขึ้นกว่าเดิม จึงไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ

และที่สำคัญที่สุดนอกจากนี้ ประเทศสหรัฐอเมริกาก็มีการบังคับใช้กฎหมายในลักษณะดังกล่าวเช่นเดียวกับประเทศไทย ซึ่งในประเทศสหรัฐฯประมุขของรัฐก็คือประธานาธิปดี


เพราะฉะนั้นในวันนี้เราจะมาย้อนรอย 2 คดีดัง ที่เป็นปมคำถามว่าอเมริกาคือดินแดนแห่งเสรีภาพจริงหรือไม่ ซึ่งเมื่อหนุ่มมะกันเขียนบทกวีข่มขู่ ประธานาธิบดี บารัคโอบามา ซึ่งก็ทำให้เขาต้องโทษจำคุกเป็นเวลา 33 เดือน

และอีกหนึ่งคดีที่เด็กวัยรุ่นชาวอังกฤษส่งอีเมล์ไปยังทำเนียบขาวตอนเมา และเรียกประธานาธิบดีเป็นอวัยวะเพศชาย ซึ่งถูกห้ามเดินทางเข้าสหรัฐฯ ตลอดชีวิต

โดยคดีแรก ศาลในเมืองหลุยส์วิลล์ มลรัฐเคนตักกี ได้อ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2553 ให้จำคุกนายจอห์นนี่ โลแกน สเปนเซอร์ ชาวเมืองหลุยส์วิลล์ วัย 28 ปี เป็นเวลา 33 เดือน ด้วยข้อหาข่มขู่นายบารัก โอบามา กรณีที่นายสเปนเซอร์ได้เขียนบทกวี 16 บรรทัด ซึ่งมีเนื้อหาบรรยายถึงการใช้ปืนสไนเปอร์ลอบยิงประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ขึ้นบนเว็บไซต์แห่งหนึ่ง

สื่อต่างประเทศรายงานว่า นายสเปนเซอร์ได้กล่าวคำขอโทษต่อกรณีที่เขาได้เขียนบทกวีดังกล่าว และให้การว่า ขณะที่เขาเขียนบทกวีนั้น เป็นช่วงที่เขาอยู่ในภาวะโศกเศร้าเพราะการเสียชีวิตของมารดาและได้เข้าไปอยู่ในกลุ่มเชิดชูคนผิวขาว (white supremacist) ซึ่งช่วยให้เขาเลิกยาเสพติดได้

ผู้พิพากษาโจเซฟ เอ็ช.แม็กคินลีย์ จูเนียร์ ได้ตัดสินว่าบทกวีของนายสเปนเซอร์คือสิ่งที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งยวด จึงถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 33 เดือน และจะถูกคุมประพฤติอีก 3 ปีหลังพ้นโทษจำคุกแล้ว

สำหรับบทกวีของนายสเปนเซอร์ที่ชื่อสไนเปอร์นั้นเคยถูกโพสต์ขึ้นเว็บไซต์ NewSaxon.org ของกลุ่ม white supremacist ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มนาซีใหม่ เมื่อปี 2550 และถูกโพสต์ขึ้นอีกครั้งในปี 2552 หลังจากนายโอบามาเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีแล้ว ซึ่งจากการติดตามของหน่วยสืบราชการลับของสหรัฐฯ ทำให้สามารถจับกุมตัวนายสเปนเซอร์ได้เมื่อต้นปี 2553

โดยบทกวีดังกล่าว ได้พรรณาว่ามือปืนได้สาดกระสุนปลิดชีวิต ทรราชซึ่งต่อมาได้ระบุชัดเจนว่าเป็นประธานาธิบดี ทำให้เขาถูกตั้งข้อหาจากรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ว่า กระทำการข่มขู่ประธานาธิบดีและข่มขู่เอาชีวิตหรือทำร้ายร่างกายผู้เข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งข้อหาข่มขู่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ นั้น ถือเป็นข้อหาร้ายแรงมีโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี และปรับสูงสุด 250,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 7,500,000 บาท (เจ็ดล้านห้าแสนบาท)

คดีนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกหรือไม่ โดยฝ่ายที่ปกป้องนายสเปนเซอร์ให้เหตุผลว่า ข้อความในบทกวีของนายสเปนเซอร์เพียงแค่แสดงความไม่พอใจเท่านั้น ขณะที่ฝ่ายอัยการระบุว่าข้อความที่ว่า คนผิวดำต้องตาย” (DIE negro DIE) นั้น เพียงพอแล้วที่จะยกเลิกการให้เสรีภาพในการพูดแก่นายสเปนเซอร์

นอกจากกรณีจำคุกคนเขียนบทกวีแล้ว ยังมีกรณีที่วัยรุ่นชาวอังกฤษถูกห้ามเดินทางเข้าประเทศสหรัฐอเมริกาตลอดชีวิต หลังจากเรียกโอบามาเป็นอวัยวะเพศชาย  

ทั้งนี้ สื่อมวลชนของอังกฤษได้รายงานเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2553 ว่า นายลุก แองเจล อายุ 17 ปี ชาวเมืองซิลโซ ในเบดฟอร์ดเชียร์ ได้ส่งอีเมล์ไปยังทำเนียบขาว หลังจากที่เขาได้ดูรายการทีวีเกี่ยวกับเหตุการณ์ผู้ก่อการร้ายโจมตีสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 พร้อมกับเรียกนายโอบามาในอีเมล์นั้นว่า “a prick” ซึ่งเป็นศัพท์สแลงมีความหมายถึงอวัยวะเพศชาย

อีเมล์ดังกล่าวถูกสำนักงานสอบสวนกลางแห่งสหรัฐฯ หรือ เอฟบีไอ ดักตรวจได้ จึงส่งข้อมูลให้ตำรวจอังกฤษทำการสืบสวนสอบสวนต่อและสามารถระบุตัวคนส่งอีเมล์ได้ แม้ว่าจะไม่มีการดำเนินคดีกับเด็กวัยรุ่นชาวอังกฤษคนนี้ แต่เขาก็ถูกขึ้นบัญชีดำเป็นบุคคลต้องห้ามเดินทางเข้าสหรัฐฯ

ซาราห์ วิลคินสัน โฆษกสำนักงานตำรวจเบดฟอร์ดเชียร์ บอกว่า อีเมล์ดังกล่าวเต็มไปด้วยภาษาที่ไม่เหมาะสมและข่มขู่คุกคามจำนวนมาก อย่างไรก็ตามเธอบอกว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของเด็กคนหนึ่งที่ทำอะไรโง่ๆ เท่านั้น

ขณะที่นายแองเจลยอมรับว่าได้ส่งอีเมล์ดังกล่าวออกไปขณะกำลังเมา และให้ปากคำต่อตำรวจว่า เขาจำไม่ได้ชัดเจนว่าได้เขียนอะไรลงไปบ้าง นอกจากนี้ยังให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นเกี่ยวกับเรื่องที่เขาถูกห้ามเข้าสหรัฐฯ ว่า เขาไม่สนใจ แม้ว่าพ่อแม่เขาไม่ค่อยมีความสุขนักกับเรื่องที่เกิดขึ้น

 

เรียบเรียงโดย : วัสดา สำนักข่าวทีนิวส์


ติดตามข่าวสารทาง Line



ติดตามข่าวการเมือง


เรียบเรียงโดย
วัสดา แสงทิพย์


HASTAG : กลิน ที เดวีส์  มาตรา112  โอบามา  หมิ่น  ผู้ต้องหา 

ติดตามข่าวอื่นๆ