ในแววตา"พลโท สรรเสริญ"...ความรู้สึกของทหารที่ถูกหาว่า ฆ่าประชาชน...แต่วันนี้ ความจริงได้ปรากฏแล้ว!!!(รายละเอียด)

พลโท สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่ศาลอาญาพิพากษาให้ชายชุดดำในเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองเมื่อปี 2553 จำนวน 2 คน มีโทษจำคุก 10 ปี ว่า คำพิพากษาดังกล่าวเป็นสิ่งที่ยืนยันแน่ชัดว่า ชายชุดดำที่ถูกพูดถึงมาโดยตลอดนั้น ได้กระทำความผิดจริงตามข้อเท็จจริงและหลักฐานที่ปรากฏ ซึ่งสามารถหักล้างการกล่าวอ้างของกลุ่มการเมืองที่ว่า ทหารยิงกันเอง จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย


“ดังนั้น การที่กลุ่มการเมืองระบุว่า การชุมนุมในช่วงวันที่ 10 เม.ย.53 เป็นการชุมนุมที่สงบปราศจากอาวุธนั้น จึงสวนทางกับความเป็นจริง หรือต้องการบิดเบือนการกระทำของตน เพราะศาลได้พิเคราะห์แล้วพบอาวุธปืนหลายประเภท และเครื่องยิงระเบิด ซึ่งหมายถึงการมีเจตนาประสงค์ร้ายต่อชีวิตของผู้อื่น โดยเฉพาะการใช้ยิงเจ้าหน้าที่ทหารที่ขอคืนพื้นที่การชุมนุมบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและบริเวณใกล้เคียง ทำให้สังคมได้ประจักษ์ชัดขึ้นในเรื่องนี้”

พลโท สรรเสริญ กล่าวต่อว่า รัฐบาลหวังว่า คงไม่มีผู้ใดออกมาแสดงความเห็นเชื่อมโยงกรณีนี้กับการสร้างความปรองดองที่กำลังเดินหน้าอยู่ในขณะนี้ ในทำนองว่าจะเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงาน เพราะเป็นคนละเรื่องกัน โดยการสร้างความปรองดองเป็นผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้า เช่นเดียวกับการปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติ ส่วนผู้กระทำผิดก็ยังต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และรับโทษตามกฎหมาย

“อย่างไรก็ตาม จำเลยมีสิทธิจะอุทธรณ์เพื่อต่อสู้คดี เพราะเป็นขั้นตอนที่สามารถกระทำได้ แต่เชื่อมั่นว่าศาลจะใช้ดุลพินิจพิจารณาตามพยานหลักฐานที่มีอยู่ เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย”

วันที่ 31 ม.ค. 60 คำพิพากษาศาล (ชั้นต้น) ตัดสินคดี ชายชุดดำ ปี พ.ศ. 2553 สืบเนื่องจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง ในปี พ.ศ.2553 กลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองมีความขัดแย้งทางด้านการเมืองกับฝ่ายรัฐบาล และมีการชุมนุมเรียกร้องในเขตกรุงเทพมหานครและต่างตังหวัด สถานการณ์มีความรุนแรงจนต้องมีการประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตกรุงเทพมหานครและบางพื้นที่ในเขตปริมณฑล มีการใช้กำลังเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจร่วมกันปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ในพื้นที่ต่างๆ

โดยเมื่อวันที่ 10 เม.ย.53 ช่วงเวลาประมาณ 20.00 น. ได้มีการปฏิบัติการขอคืนพื้นที่จากกลุ่มผู้ชุมนุม โดยเฉพาะบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถ.ตะนาว และบริเวณข้างเคียง โดยใช้กำลังเจ้าหน้าที่ทหารเป็นกำลังหลักในการปฏิบัติขณะนั้นได้มีกลุ่มคนร้ายแต่งกายเป็นชายชุดดำ ใช้อาวุธสงครามยิงและขว้างระเบิดใส่เจ้าหน้าที่ทหารและพี่น้องประชาชน จนเป็นเหตุให้มีเจ้าหน้าที่ทหารและประชาชนได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตายจำนวนหลายราย อันได้แก่พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม กับพวก เป็นต้น

พฤติกรรมคนร้ายชายชุดดำดังกล่าว เป็นที่เคลือบแคลงสงสัยของสังคมตลอดว่ามีตัวตนจริงหรือไม่และเป็นกองกำลังของฝ่ายใด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง รองผบ.ตร., พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ต.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รรท.ผบช.ภ.1 (ยศและตำแหน่งในขณะนั้น) ร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร นำโดย พล.ต.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 1พ.อ.วิจารณ์ จดแตง ผู้อำนวยการกฎหมาย กอ.รมน. หัวหน้าส่วนปฏิบัติการคณะทำงานกฎหมายส่วนรักษาความสงบคสช.กับพวก (ยศและตำแหน่งในขณะนั้น) ได้ร่วมกันทำการสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆจนเป็นที่แน่ชัดว่ามีกลุ่มบุคคลซึ่งเป็นชายชุดดำร่วมกันก่อเหตุร้ายในคดีนี้ จึงได้เสนอขออนุมัติต่อศาล และศาลได้ออกหมายจับบุคคลดังต่อไปนี้

1. นายกิตติศักดิ์ หรืออ้วน สุ่มศรี อายุ 45 ปี อยู่บ้านเลขที่ 4 หมู่ 2 ซ.รามอินทรา 36 แขวงท่าแร้งเขตบางเขน กรุงเทพฯ หมายจับศาลอาญา ที่ 1600/2557 ลง 10 ก.ย.57 (จับกุม)

2. นายธนเดช หรือไก่รถตู้ เอกอภิวัชร์ อายุ 39 ปี อยู่บ้านเลขที่ 328/22 หมู่ 2 แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่กรุงเทพฯ หมายจับศาลอาญา ที่ 1601/2557 ลง 10 ก.ย.57 (หลบหนี)

3. นายวัฒนะโชค หรือโบ้ จีนปุ้ย อายุ 23 ปี อยู่บ้านเลขที่ 43 หมู่ 17 ต.พุทธบาท อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์หมายจับศาลอาญา ที่ 1602/2557 ลง 10 ก.ย.57 (หลบหนี)

4. นายปรีชา หรือไก่เตี้ย อยู่เย็น อายุ 24 ปี อยู่บ้านเลขที่ 109 หมู่ 9 ต.อินทขิล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่หมายจับศาลอาญา ที่ 1603/2557 ลง 10 ก.ย.57 (จับกุม)

5.นายรณฤทธิ์ หรือนะ สุริชา อายุ 33 ปี อยู่บ้านเลขที่ 10 หมู่ 3 ต.กลางใหญ่ อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานีหมายจับศาลอาญา ที่ 1605/2557 ลง 10 ก.ย.57 (จับกุม)

6. นายชำนาญ หรือเล็ก ภาคีฉาย อายุ 45 ปี อยู่บ้านเลขที่ 14/126 หมู่ 6 แขวงโคกแฝด เขตหนองจอกกรุงเทพฯ หมายจับศาลอาญา ที่ 1605/2557 ลง 10 ก.ย.57 (จับกุม)

7. นางปุณิกา หรืออร ชูศรี อายุ 39 ปี อยู่บ้านเลขที่ 702/155 ซ.พหลโยธิน 32 แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักรกรุงเทพฯ หมายจับศาลอาญา ที่ 1606/2557 ลง 10 ก.ย.57 (จับกุม)สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันมีและใช้อาวุธปืน เครื่องกระสุน วัตถุระเบิด ที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้, พกพาอาวุธปืนและวัตถุระเบิดไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่มีเหตุอันสมควร” ต่อมาได้มีการจับกุมตัว นายกิตติศักดิ์ หรืออ้วน สุ่มศรี ,นายปรีชา หรือไก่เตี้ย อยู่เย็น
(ประกัน), นายรณฤทธิ์ หรือนะ สุริชา, นายชำ นาญ หรือเล็ก ภาคีฉาย และ นางปุณิกา หรืออร ชูศรีดำเนินคดีและสั่งฟ้องต่อศาลอาญาไว้แล้ว ส่วนผู้ต้องหาที่เหลือหลบหนี

ต่อมาวันที่ 31 ม.ค.60 ศาลอาญาได้นัดฟังคำพิพากษา โดยศาลพิเคราะห์แล้ว พิพากษาจำคุก 10 ปีนายกิตติศักดิ์ และนายปรีชา ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ พ.ศ.2490 กรณี มีและใช้ปืนเอ็ม 79 และปืนอาก้ายิงใส่ ระหว่างสลายชุมนุมเสื้อแดงคอกวัว 10 เม.ย.53 และให้ยกฟ้อง นายรณฤทธิ์, นายชำนาญ และนางปุนิกา
เนื่องจากหลักฐานไม่ถึง จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย แต่ให้ขังจำเลยทั้ง 3 คน ไว้ระหว่างอุทธรณ์คดี

จากข้อเท็จจริงและคำพิพากษาข้างต้น จึงเป็นที่แน่ชัดและเชื่อได้ว่า มีกลุ่มคนร้ายหรือชายชุดดำใช้อาวุธสงครามยิงต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารในเหตุการณ์ เมื่อวันที่ 10 เม.ย.53 จริง

 


ทั้งนี้หากย้อนกลับไปตรวจสอบเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อวันที่ 10 เมษายน 53 ยังพบอีกด้วยว่าการออกปฏิบัติการของคนร้ายกลุ่มนี้ถูกวางแผนเตรียมการมาเป็นอย่างดี โดยคุณผู้ชมสามารถที่จะพิจารณาได้จากลำดับเหตุการณ์ในวันที่ 10 เมษา ดังนี้

วันที่ 10 เมษายน 2553 เวลาประมาณ 12.30 น. นายขวัญชัย ไพรพณา ประธานชมรมคนรักอุดร หนึ่งในแกนนำนปช. ได้นำคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่ง บุกไปที่กองทัพภาคที่1 ซึ่งได้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างทหารกับกลุ่มคนเสื้อแดงอีกครั้ง จนสถานการณ์ได้มีความต่อเนื่องไปสู่การปะทะกันขึ้น

ซึ่งต่อมา ศอฉ.ได้ประกาศขอคืนพื้นที่การชุมนุมบริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ โดยยืนยันว่าจะปฏิบัติการตามมาตรการ 7 ขั้นตอน และเจ้าหน้าที่ทหารจะใช้อาวุธปืนจริงเพื่อป้องกันตัวเท่านั้น

สถานการณ์ตลอดช่วงกลางวันจนมาถึงช่วงเย็นก่อนพลบค่ำ ทหารใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยาง ผลักดันกลุ่มผู้ชุมนุมให้ออกจากพื้นที่ โดยการปะทะตลอดทั้งวันไม่ได้มีผู้เสียชีวิต หรือบาดเจ็บหนักแต่อย่างใด

แต่กลับเป็นการรายงานสถานการณ์ใน เว็บบอร์ดของเว็บไซด์พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ที่ต้องการสร้างความเข้าใจผิดให้กับสังคมว่าได้มีการใช้อาวุธปืนจริงมาจากทางฝั่งของทหาร โดยบุคคลที่ใช้ชื่อว่าเสธ.แดง รหัสอาชา โพสต์ กระทู้ไว้ในเวลา 16.13 น.  ว่า

“ต้องขอบใจที่ทหารเริ่มยิงประชาชนด้วยเอ็ม16...เกมส์อาจจะเปลี่ยนด้วยประวัติศาสตร์...ของนักรบพระเจ้าตาก ที่ทนไม่ไหว ต้องเอากระบี่เสียบเอว...พวกมึงอยู่ไหนกันหมด ไปช่วยประชาชนด้วยโว๊ย ...บอกว่า..กูสั่ง??? ”

บุคคลที่ใช้ชื่อว่าเสธ.แดง รหัสอาชา พยายามโจมตีว่า ได้มีการยิงเอ็ม16จากฝั่งทหารเข้าใส่ประชาชน ทั้งที่ในช่วงนั้นปฏิบัติการขอคืนพื้นที่สะพานผ่านฟ้าเพิ่งเริ่มต้นขึ้นและภาพที่ปรากฎต่อสาธารณะก็คือการใช้กำลังทหารเข้าผลักดันมวลชน สลับการใช้กระสุนยางและแก๊สน้ำตาเพื่อลดแรงปะทะจากอีกฝ่าย

และตามหลักความจริงถ้ามีการยิง M 16 ในช่วงจังหวะดังกล่าวจริงๆ ก็ต้องมีการบาดเจ็บหรือล้มตายเกิดขึ้นในจุดการปะทะบริเวณถนนราชดำเนินไม่มากก็น้อย

ตรงกันข้าม กลับมีการยิงอาวุธปืนมาจากกลุ่มคนเสื้อแดงเข้าใส่เฮลิคอร์ปเตอร์ของทหารที่บินขึ้นไปโรยแก๊สน้ำตาเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุม จนเจ้าหน้าที่ทหารถูกยิงได้รับบาดเจ็บอย่างที่เห็น

สถานการณ์การปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารกับกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 10 เมษายน 2553 ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ปรากฏว่ามีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว จนกระทั่งในเวลาประมาณ 19.15 น.  ได้เกิดการปะทะกันอย่างหนักหน่วงบริเวณ 4 แยกคอกวัว

เป็นครั้งแรกที่สังคมไทยและทั่วโลก ได้ประจักษ์ถึงภาพของไอ้โม่งชุดดำที่แฝงตัวอยู่ทางฝั่งคนเสื้อแดง กลุ่มของไอ้โม่งชุดดำออกปฏิบัติการใช้อาวุธสงครามอย่างชำนาญ ทั้งทางภาคพื้น และการซุ่มยิงจากระยะไกล หรือที่เรียกว่าสไนเปอร์ ซึ่งล้วนเป็นการยืนยันว่า กลุ่มของไอ้โม่งชุดดำเหล่านี้ ได้รับการฝึกฝนในระดับมืออาชีพ

และก็เป็นทหารที่ประจำการอยู่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ที่ตกเป็นเป้าการโจมตีของกองกำลังติดอาวุธ ดั่งภาพที่เห็นอยู่นี้

นั่นจึงเท่ากับว่าทั้งทหารและกลุ่มผู้ชุมนุม ต่างตกเป็นเป้าหมายของกองกำลังติดอาวุธ ที่ต้องการยกระดับสถานการณ์ให้เกิดความวุ่นวายมากที่สุด

จากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ณ เวลานั้น หากปล่อยให้กองกำลังติดอาวุธโจมตีคนเสื้อแดงและทหารต่อไป ความสูญเสียก็จะมากยิ่งขึ้น ทหารจึงมีความจำเป็นที่ต้องใช้อาวุธปืนจริงยิงตอบโต้กองกำลังติดอาวุธ เพื่อยับยั้งความสูญเสีย ซึ่งแน่นอนว่าการปฏิบัติการณ์ของทหารเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากกลุ่มกองกำลังติดอาวุธได้ใช้ร่างกายของผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงเป็นเกราะกำบัง

การใช้อาวุธปืนของเจ้าหน้าที่ในคืนนั้นนอกจากจะทำไปเพื่อระงับความสูญเสียแล้ว อีกด้านหนึ่งก็เพื่อป้องปรามและป้องกันภยันต์ตรายที่ย่างกายเข้ามาสู่ตัว

การยิงแล้วถอยของทหาร ซึ่งเป็นการยิงทีละนัด แล้วถอย เพื่อ      ป้องปรามและป้องกันตัว เพราะถ้าเป็นการยิงเพื่อฆ่าหรือทำลาย จะต้องเป็นการยิงกราด หรือลั่นไกค้างเอาไว้

เหตุการณ์ปะทะในคืนมิคสัญญี 10 เมษา ส่งผลให้ทหารและกลุ่มคนเสื้อแดงเสียชีวิต 26 ศพ และบาดเจ็บอีกกว่า 800 ราย

ทั้งนี้ความสูญเสียในคืนมิคสัญญี อาจมากมายมหาศาลกว่านี้หลายเท่าตัว หากระเบิดซีโฟร์น้ำหนัก 1.5 ปอนด์ ที่คนร้ายนำไปวางไว้ที่ ฐานของเสาส่งไฟฟ้าแรงสูง อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นเสาส่งไฟฟ้ามายังกรุงเทพมหานคร ระเบิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ และเสาไฟฟ้าโค่นล้มลง

จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้พบว่าเสาไฟฟ้าแรงสูงทั้ง 2 ต้น ถูกวางระเบิดด้วยระเบิดซีโฟร์ ปลุกชนวนด้วยนาฬิกาปลุก โดยต่อเชื่อมวงจรไฟฟ้ารวมกัน 2 ลูก จากการตรวจสอบในเบื้องต้นพบว่า เสาต้นที่ 1 ระเบิดทำงาน เสาไฟฟ้าขาด 1 ขา และยังมีระเบิดซีโฟร์ขนาดน้ำหนัก 1 ปอนด์ ที่ยังไม่ทำงานอีก 1 ลูก ส่วนเสาส่งไฟฟ้าต้นที่ 2 ระเบิดซีโฟร์ทำงาน ระเบิดขาของเสาส่ง 2 ขา และยังมีระเบิดที่ยังไม่ทำงานขนาดน้ำหนักครึ่งปอนด์อีก 1 ลูก

ด้วยความต้องการของคนร้าย ที่จะให้กรุงเทพมหานครมืดดับสนิท ในเวลา 21.00น. หรือในระหว่างที่สถานการณ์บริเวณสี่แยกคอกวัวและอีกหลายจุดในกรุงเทพมหานคร กำลังโกลาหลอย่างถึงที่สุด

โดยในค่ำคืนดังกล่าวมีมวลชนฝ่ายคนเสื้อแดงที่ไม่รู้ถึงการเตรียมการในครั้งนี้ได่เล่าถึงวินาทีการออกปฎิบัติการของกองกำลังชุดดำอย่างชัดเจน

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมมันชั่วช้าถึงขนาดนี้!! กองกำลังชุดดำวางระเบิด"ซีโฟร์" หวังดับไฟกรุงเทพฯ...เพื่อฆ่าหมู่??!!(มีคลิป)

เหตุการณ์ในวันนั้น  พลเอกร่มเกล้า ธุวธรรม  เสียชีวิตจากการปะทะกับกลุ่มผู้ชุมนุมแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ แดงทั้งแผ่นดิน (นปช.) ที่แยกคอกวัว เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2553 ช่วงหัวค่ำ ซึ่งเป็นหนึ่งในการชุมนุมของกลุ่ม นปช.นี้ในปีเดียวกัน โดยมีบาดแผลฉกรรจ์บริเวณศีรษะและลำตัวลักษณะถูกยิงหลายนัด ซึ่งในเหตุการณ์ครั้งนั้นมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนหนึ่งทั้งผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ทหาร รวมทั้งนายฮิโระ มูราโมโตะ สื่อมวลชนชาวญี่ปุ่นด้วย

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเหตุใด...แกนนำ - ทนายนปช. ถึงช่วยชายชุดดำ ใช้อาวุธสงคราม 10 เม.ย. 53 !!??(มีคลิป)

Jirasak Tnews

 

 

 

 

 

 

 

 


ติดตามข่าวสารทาง Line



เรียบเรียงโดย
จิรศักดิ์ ทิตตยานนท์


HASTAG :

ติดตามข่าวอื่นๆ