ตอกฝาโลง!! คำพิพากษาศาลชี้ชัด 10 เม.ย.53 มีกองกำลังติดอาวุธชายชุดดำจริง-ยิงจริง-ตายจริง

วิทย์ณเมธา   สำนักข่าวทีนิวส์

 

จากเหตุการณ์กองกำลังชายชุดดำที่อยู่ร่วมในการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงหรือกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยรวมทั้งที่สี่แยกคอกวัว ใช้อาวุธสงครามยิงถล่มเจ้าหน้าที่ทหาร ที่สี่แยกคอกวัว  และที่ถนนดินสอ หน้าโรงเรียนสตรีวิทยา ใกล้กับอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันวันที่ 10 เมษายน 2553 ซึ่งภาพเหตุการณ์ดังกล่าวถูกแชร์ขึ้นยูทูป สารมถเข้าชมให้ได้เห็นชัดๆ ทั่วทั้งโลก และในเวลามาเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุได้บางส่วน หลบหนีไปได้บางส่วน

แต่หลังจากทั้งภาพนิ่ง ภาพวีดีโอ ถูกเผยแพร่ออกไป ตลกร้ายก็เกิดขึ้นในเมืองไทย นั่นคือ ทั้งแกนนำเสื้อแดง แกนนำนปช.รวมทั้งคนของพรรคเพื่อไทย ต่างดาหน้าออกมาปฏิเสธว่า ไม่มีกองกำลังชายชุดดำ ซึ่งค้านกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ในวันนั้น

จนเมื่อวานนี้ (31 มกราคม 2560 )  ศาลนัดอ่านคำพิพากษา คดีหมายเลขดำ อ.4022/2557 หรือคดีชายชุดดำ ที่อัยการพิเศษยื่นฟ้อง นายกิตติศักดิ์ หรือ อ้วน สุ่มศรี อายุ 47 ปี ชาวกรุงเทพมหานคร นายปรีชา หรือ ไก่เตี้ย อยู่เย็น อายุ 27 ปี ชาวจังหวัดเชียงใหม่ นายรณฤทธิ์ หรือ นะ สุริชา อายุ 36 ปี ชาวจังหวัดอุบลราชธานี นายชำนาญ หรือ เล็ก ภาคีฉาย อายุ 48 ปี ชาวกรุงเทพมหานคร และ นางปุนิกา หรือ อร ชูศรี อายุ 42 ปี ชาวกรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1-5  ในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธ เครื่องกระสุนปืน และวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 8 ทวิ 55, 72 และ 78 และ ข้อหาพาอาวุธปืนไปในเมือง ที่ชุมชนหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต

น่าเสียดายว่า ไม่ใช่ข้อหาฆ่าคนตาย พยายามฆ่า หรือก่อการร้าย มิเช่นนั้นการสืบพยานอาจะแตกต่างออกไปเราอาจได้เห็นหรือรับทราบข้อมูลที่เพิ่มขึ้นก็เป็นได้

ศาลอาญาพิเคราะห์แล้วพิพากษาให้โทษ นายกิตติศักดิ์ หรืออ้วน สุ่มศรี จำเลยที่ 1 และนายปรีชา หรือไก่เตี้ย อยู่เย็น จำเลยที่ 2 ทำผิดตามฟ้อง  ฐานร่วมกันพกพาอาวุธไปในที่สาธารณะหรือชุมชน และมีอาวุธ เครื่องกระสุนปืน และวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้ คนละ 10 ปี

 

ส่วนจำเลยที่ 3, 4 และ 5 แม้จะรับสารภาพในชั้นสอบสวน  แต่เจ้าหน้าที่มีเพียงบันทึกคำซักถามและคำให้การของผู้ต้องหาเท่านั้น เป็นเพียงพยานบอกเล่าและคำซัดทอด แม้จะมีภาพถ่ายนำชี้ที่เกิดเหตุ แต่ไม่มีประจักษ์พยานเบิกความสนับสนุน  จึงมีเหตุให้สงสัย ศาลจึงยกประโยชน์ให้จำเลยที่ 3, 4 และ 5 พิพากษายกฟ้อง แต่ให้ขังไว้ระหว่างอุทธรณ์

แต่นอกเหนือจากบทลงโทษ และเป็นสิ่งที่ผู้เขียนมองว่าสำคัญเป็นอย่างยิ่ง นั่นคือ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษา ซึ่งกรณีนี้ "สารส้ม" เจ้าของคอลัมน์ กวนน้ำให้ใสในหนังสือพิมพ์แนวหน้า สรุปไว้ว่า

" เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2553 กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้ชุมนุมกันตั้งแต่ช่วงสะพานพระปิ่นเกล้า แยกคอกวัวไปจนถึงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ โดยเมื่อเวลา 14.00 น. วันดังกล่าวทางการได้สั่งให้กำลังทหารเข้าขอคืนพื้นที่ ระหว่างนั้น มีกลุ่มชายชุดดำสวมหมวกไหมพรม ซึ่งมีอาวุธยิงใส่กลุ่มเจ้าหน้าที่ กลุ่มผู้ชุมนุม และพลเรือน กระทั่งมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต  หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ไปตรวจที่เกิดเหตุพบเศษปลอกกระสุนเอ็ม-79 ปลอกกระสุนปืนกลเล็กขนาด 5.5 มม.  ต่อมา มีผู้แจ้งว่าพบรถยนต์ฮอนด้า สีขาว จอดไว้อยู่ที่บ้านริมน้ำนานผิดสังเกต กระทั่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบกระทั่งสืบทราบกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่ทหารจึงได้ควบคุมตัวจำเลยทั้งห้าคนมาสอบถาม

 

ในส่วนของนายกิตติศักดิ์ จำเลยที่ 1 โจทก์มีทหารม้าเป็นพยาน เบิกความว่า วันเกิดเหตุ ขับรถฮัมวี่ พวงมาลัยซ้าย เพื่อพากำลังทหารไปในพื้นที่ตามคำสั่งสลายการชุมนุมและรอรับกลับ ระหว่างจอดรถรออยู่หัวรถหันไปทางกองทัพบก ท้ายรถหันมาทางอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ได้เห็นรถตู้โตโยต้า สีขาว ขับผ่านมา แล้วชะลอความเร็วโดยมีชายคนหนึ่งผลักประตูรถเลื่อนออกมาแล้วตะโกนด่าพยาน ภายหลังทราบว่าเป็นจำเลยที่ 1 โดยระหว่างนั้น ก็เห็นอาวุธปืนอยู่ในรถคันดังกล่าวด้วย ประกอบกับสอดคล้องกับคำเบิกความของพี่สาวของผู้ชุมนุมที่ใกล้ชิดจำเลยที่ 1 ระบุว่า นายกิตติศักดิ์ จำเลยที่ 1 มีอาชีพขับรถตู้รับจ้างเช่นเดียวกับน้องชายซึ่งเคยพากันไปชุมนุมหลายครั้ง ก่อนเกิดเหตุเห็นช่วยกันขนกระเป๋าสีดำจากรถยนต์ฮอนด้า สีขาว ที่จอดไว้บริเวณบ้านริมน้ำมายังที่ห้องพักโดยพยานเห็นปากกระบอกปืนโผล่ออกมาจากกระเป๋า จากนั้น ก่อนไปชุมนุมได้ขนกระเป๋าและลังสีน้ำตาลใส่รถตู้สีขาวเพื่อจะพาไปยังที่ชุมนุม จึงเห็นว่า พยานปากนี้คุ้นเคยกับจำเลยที่ 1 จึงไม่มีเหตุจะปรักปรำให้ต้องรับโทษ นอกจากนี้ ยังมีเจ้าของรถตู้ที่เบิกความว่าจำเลยที่ 1 ได้เช่ารถไปใช้ต่อ ดังนั้น จึงสอดรับกับพยานที่เป็นทหารซึ่งได้ควบคุมตัวและบันทึกการสอบถามจำเลยทั้งห้าไว้ซึ่งอ้างถึงคำรับสารภาพว่า มีการวางแผนจัดเตรียมอาวุธไปในที่ชุมนุมโดยจำเลยที่ 1 จะใช้อาวุธปืนเอ็ม-79 จำเลยที่ 2 จะใช้ปืนอาก้า จำเลยที่ 4 จะใช้ปืนเอ็ม 16 จำเลยที่ 5 ถือระเบิดเพลิง ส่วนจำเลยที่ 3 จะช่วยส่งอาวุธปืนให้

พยานโจทก์ทุกปากให้การสอดคล้องกันกับภาพถ่าย, บันทึกการสอบถามผู้ต้องหาและบันทึกการนำชี้จุดที่เกิดเหตุ ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ในส่วนของนายปรีชา จำเลยที่ 2 มีพยานเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย ที่แฝงตัวอยู่ในชุมนุม เบิกความว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ มีกลุ่มชายชุดดำที่มีอาวุธปืนอาก้าเข้ามาในที่ชุมนุม ซึ่งการ์ด นปช.ได้ขอตรวจบัตร แต่กลุ่มชายชุดดำอ้างว่าไม่ได้นำมา จังหวะนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่แฝงตัวอยู่ในที่ชุมนุมจึงได้ถอดหมวกไหมพรมของหนึ่งในชายชุดดำออกก่อนที่จะยึดอาวุธปืน ก็พบว่าเป็นใบหน้าจำเลยที่ 2 แต่ขณะที่กำลังจะถอดหมวกไหมพรมชายชุดดำคนที่ยืนถัดไปได้เพียงครึ่งหน้า ก็ปรากฏว่าเกิดเหตุระเบิดขึ้นบริเวณที่ชุมนุมทำให้ชายชุดดำดังกล่าววิ่งออกไป  ที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าภาพถ่ายจำเลยที่ 2 ขณะเปิดหมวกไหมพรมนั้นเป็นภาพตัดต่อก็ไม่ปรากฏข้อพิรุธในภาพถ่ายของโจทก์   ดังนั้น พยานโจทก์ที่นำสืบในส่วนของจำเลยที่ 1-2 จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าร่วมกันกระทำผิด "

จากคำพิพากษาบ่งชี้ได้ชัดเจนว่า มีกองกำลังชายชุดดำ ใช้อาวุธสงครามปฏิบัติการยิงใส่เจ้าหน้าที่ ในวันที่ 10 เม.ย.2553 จริง 

 

 

นอกจากนี้ คำพิพากษา ได้ตอกย้ำความจริงที่เผยแพร่ไปทั่วโลก และคณะกรรมการหลายชุดได้รวบรวมและเคยนำเสนอต่อสังคมมาแล้ว ว่ามีกองกำลังติดอาวุธชายชุดดำ และลงมือปฏิบัติการจริงในเหตุการณ์ 10 เม.ย.2553

อาทิ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.)  สรุปว่า เหตุการณ์ที่สี่แยกคอกวัวและถนนดินสอ ในวันที่ 10 เม.ย. 2553 มีผู้เสียชีวิต 26 ราย เป็นพลเรือน 21 ราย รวมทั้งนายมูราโมโตะ ช่างภาพชาวญี่ปุ่น  เจ้าหน้าที่ทหาร 5 นาย รวมทั้ง พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม  มีผู้บาดเจ็บทั้งผู้ชุมนุมและทหาร รวมกว่า 864 คน ในจำนวนนี้มีเป็นเจ้าหน้าที่ทหารกว่า 300 นาย

พบหลักฐานว่า มีคนชุดดำ ไม่ทราบฝ่ายแน่ชัด ใช้อาวุธสงครามโจมตีเจ้าหน้าที่ทหารที่ถนนตะนาว และถนนข้าวสารบริเวณสี่แยกคอกวัว ในเวลาประมาณ 20.00 น. โดยใช้ระเบิดเอ็ม-79 และอาวุธปืนเล็กยาวหรืออาวุธสงครามยิงเจ้าหน้าที่ทหารซึ่งปฏิบัติการอยู่ที่ถนนตะนาวและถนนข้าวสาร เสียชีวิต 1 นาย ที่ถนนตะนาว นอกจากระเบิดเอ็ม-79 แล้ว พบร่องรอยกระสุนที่ยิงสวนกลับไปแต่ไม่มากนัก

ที่ถนนดินสอ จากหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา ต่อเนื่องมาถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ก็ถูกโจมตีโดยกลุ่มคนชุดดำ พบร่องรอยระเบิดซึ่งเป็นระเบิดเอ็ม-67 ผู้เชี่ยวชาญบางคนก็บอกว่าเป็นระเบิดเอ็ม-79 ด้วย โดยมีเอ็ม-67 อยู่ 2 ลูก


 

จากการตรวจสอบหลายฝ่าย รวมทั้ง คอป. พบว่า ระเบิดเอ็ม-67 นั้น น่าจะขว้างมาจากบ้านไม้โบราณหลังหนึ่งที่อยู่ตรงข้ามกับทางเข้าของโรงเรียนสตรีวิทยา และระเบิด 2 ลูกนี้ เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ทหารเสียชีวิต 4 นาย รวมทั้ง พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรมด้วย

นอกจากนี้ คอป.ยังพบอีกว่า การปฏิบัติการของคนชุดดำในทั้ง 2 พื้นที่นั้น ได้รับการสนับสนุนจากการ์ด นปช.บางคน   การเสียชีวิตของทหารทั้ง 5 นาย และบาดเจ็บจำนวนมากนั้น น่าเชื่อว่าได้เกิดจากการโจมตีและระเบิดสังหารโดยคนชุดดำ และไม่พบพยานหลักฐานว่ามีผู้ชุมนุมเสียชีวิตหรือบาดเจ็บจากการปฏิบัติการของคนชุดดำ   รวมทั้ง ยังพบว่า ชายชุดดำบางคน ยังเป็นคนใกล้ชิดกับ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล (เสธ.แดง) ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก และพบว่า พล.ต.ขัตติยะ  ได้ไปปรากฏตัวในบริเวณดังกล่าวตั้งแต่ตอนบ่าย ของวันเกิดเหตุ  เช่น ที่สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า หน้าโรงเรียนสตรีวิทยา ทั้งก่อนจะเกิดเหตุการณ์ และหลังเหตุการณ์     

ทั้งนี้ ในเหตุการณ์ 10 เม.ย. 2553  อาวุธของทหารถูกการ์ด นปช.ยึดไป ปืนลูกซองของทหาร 35 กระบอก ปืนเล็กยาว(ปลย.) ชนิดทราโว 12 กระบอก พร้อมกระสุนจริง 700 นัด และเหตุการณ์ที่หน้าโรงเรียนสตรีวิทยา พบว่าฝ่ายเจ้าหน้าที่สูญเสียรถสายพานลำเลียงถูกเผา ปืนเล็กยาว(ปลย.) เอ็ม-16 จำนวน 9 กระบอก ทราโวจำนวน 13 กระบอก และอื่นๆ ถูกยึดไป  ซึ่งอาวุธเหล่านี้ ทางราชการได้กลับคืนมาเพียงปืนเอ็ม-16 จำนวน 1 กระบอก และปืนทราโว 2 กระบอก เท่านั้น ส่วนที่เหลือจนถึงวันนี้ยังไม่ได้คืน

 

 

จากรายงานสรุปของ คอป. และ คำพิพากษาของศาลอาญาเมื่อวานนี้ ได้ตอกย้ำเรื่องกองกำลังติดอาวุธชุดดำ ในเหตุการณ์ยิงถล่มเจ้าหน้าที่ทหาร ทั้งที่สีแยกคอกวัว และที่ถนนดินสอ หน้า ร.ร.สตรีวิทยา ในวันที่ 10 เมษายน 2553 ว่าเป็นเรื่องจริง

หลังจากศาลอาญาได้อ่านคำพิพากษาลงโทษจำเลยที่มีหลักฐานชัดเจน คนละ 10 ปี ไม่พบว่ามีเสียงกระแอมกระไอจากบรรดาแกนนำทั้งหลายที่เคยออกมาปฏิเสธก่อนหน้าที่เลย
จริงอยู่ว่าการต่อสู้ในชั้นศาลยังไม่สิ้นสุด

แต่คนทั้งโลกเขาเชื่อไปแล้วว่า เรื่องที่เกิดขึ้น มันเป็นเรื่องจริง มีกลุ่มคนเสื้่อแดงชุมนุมจริง มีชายชุดดำใช้อาวุธสงครามยิงใส่ฝ่ายทหารจริง มีคนเจ็บจริง และมีคนตายจริงๆ


 

ขอบคุณข้อมูลจากคอลัมน์ กวนน้ำให้ใส เว็ปไซต์แนวหน้า


ติดตามข่าวสารทาง Line


เรียบเรียงโดย
นายวิทย์ณเมธา เกตุแก้ว


HASTAG :

ติดตามข่าวอื่นๆ