สงบยาก..มีคนคิดแบบนี้!!"เต้น-ณัฐวุฒิ"แขวะ"กำนันสุเทพ"สำคัญผิดชี้นำห้ามนิรโทษพวกเผาเมือง คงลืมไปเคยร่วมพท.มั่วอ้างปรองดองผ่านกม.ช่วยทักษิณพ้นคดีอาญา??

เกาะติดต่อเนื่องกับบทสรุปที่จะนำไปสู่แนวทางการสานปรองดอง-สามัคคีคนในชาติ ตามที่พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. สั่งการให้มีการเริ่มต้นดำเนินการโดยมี คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคี ปรองดอง  หรือ ป.ย.ป. เป็นหน่วยหลักในการขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม    

 

8 ปีแล้วเหลวตลอด!!! จับตาเวที “สามัคคี-ปรองดอง” มีโอกาสเป็นจริงมั๊ย...แค่เริ่ม“ณัฐวุฒิ” ขยิกดึงต่างชาติเป็นคนกลาง#แน่ๆทักษิณไม่ได้ประโยชน์?? (คลิก)

 

ขณะที่ความคืบหน้าการดำเนินการจัดตั้งคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดองทางด้าน   พล.อ.ประวิตร    วงษ์สุวรรณ    รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม   ระบุว่า การตั้งคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดองจะพิจารณาแล้วเสร็จสิ้นในเร็ววันนี้   จากนั้นก็จะเชิญทุกพรรคเข้ามามีส่วนร่วมพูดคุย พร้อมแสดงความคิดเห็นว่า จะร่วมกันสร้างความปรองดองได้อย่างไร   รวมถึงประชาชนที่เข้าสังกัดพรรคการเมืองและภาคส่วนอื่นที่มีแนวความคิดต่างๆ ก็สามารถเข้ามามีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นได้   อย่างไรก็ตามยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ไม่เกี่ยวกับอภัยโทษและนิรโทษกรรม แต่เป็นเรื่องสร้างข้อตกลงร่วมกัน เพื่อสร้างความปรองดองต่อไปในอนาคต

 

         

"สิ่งที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เราไม่เอา แต่ถ้าอะไรที่จำเป็นต้องใช้เพื่อออกกฎหมายจะใช้มาตรา 44 ปลดล็อก เพื่อดำเนินการให้อยู่ด้วยกันอย่างสันติ คงต้องรอพรรคการเมืองพูดกันก่อน เมื่อเสร็จแล้วพรรคการเมืองจะลงสัตยาบันร่วมกัน ผมจะทำแบบนี้ และไม่มีการขัดแย้งหรือถกเถียงกัน จะมาบอกว่าใครทำอย่างโน้นอย่างนี้เลิกพูด เราจะพูดว่าทำอย่างไรในอนาคต จะร่วมมือให้ประเทศชาติเดินต่อไป แล้วให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้สานต่อ"         

 

ส่วนคดีความที่อยู่ระหว่างการสอบสวน และในชั้นศาลจะเข้ามาสู่การพิจารณาของคณะกรรมการชุดนี้หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่เกี่ยว แต่ในอนาคตพรรคการเมืองจะนิรโทษกรรม หรือขอพระราชทานอภัยโทษ ก็ว่ากันไปในรัฐบาลต่อไป ตอนนี้ตนจะทำให้อยู่ร่วมกันให้ได้ ???

 

 

 

ขณะที่มีข้อมูลล่าสุดระบุว่า   โครงสร้างคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง จะประกอบด้วยบุคคลจำนวน 19 คน  และมี  พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม   ทำหน้าที่เป็นประธาน   ร่วมกับปลัดกระทรวงมหาดไทย   และผู้นำเหล่าทัพ   ประกอบด้วย   ผบ.สส. ,ผบ.ทบ. , ผบ.ทร. ,ผบ.ทอ. ,ผบ.ตร.  รองปลัดกระทรวงกลาโหม   ตลอดจนหัวหน้าหน่วยขึ้นตรงกลาโหม  พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ ผอ.สำนักนโยบายและแผนกลาโหม  ,  พล.ท.ณัฐ อินทรเจริญ รองเสธนาธิการทหารบก ผอ.ศูนย์ปรองดอง คสช.(ผอ.ศปป.)  และ พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม 

 

นอกจากนี้ยังมีการพิจารณาจัดตั้งคณะอนุกรรมการอีก  4  ชุด  ประกอบด้วย

 1.คณะอนุกรรมการรับฟังความเห็น จำนวน 23 คน มี พล.อ.วัลลภ ผอ.สำนักนโยบายและแผนกลาโหม  เป็นประธาน ร่วมด้วย ร่วมตัวแทนเหล่าทัพ ระดับพล.ท.หน่วยละ2 คน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผอ.ศูนย์ปรองดอง ตัวแทนกรมพระธรรมนูญ และกระทรวงมหาดไทย 
2.คณะอนุกรรมการจัดทำความเห็นร่วมเพื่อความปรองดองสมานฉันท์มีทั้งหมด 22 คน

3.คณะอนุกรรมการจัดทำกระบวนการปรองดองสมานฉันท์ 17 คน

4.คณะอนุกรรมการ ด้านการประชาสัมพันธ์ 17 คน 
 

และล่าสุดทางด้าน   พล.อ.ชัยชาญ   ช้างมงคล    ปลัดกระทรวงกลาโหม    ได้เรียกประชุมคณะกรรมการอำนวยการเตรียมการสร้างความปรองดองสามัคคี   ประกอบด้วย  เจ้าหน้าที่ทหารจากทหารกรมกิจการพลเรือนทหาร  ,  ผู้อำนวยการการศึกษายุทธศาสตร์สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ  , ผู้แทนจากกรมกิจการพลเรือนทหารทั้ง 3 เหล่าทัพ  ,  เจ้ากรมเสมียนตรา ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนอำนวยการกองงบประมาณ  , ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป  , สำนักงานตำรวจแห่งชาติและกระทรวงมหาดไทย

 

ส่วนรายละเอียดหัวข้อการประชุมที่คณะกรรมการอำนวยการชุดดังกล่าว ดำเนินการประกอบด้วย  3  หัวข้อ  ได้แก่  1.การดำเนินงานในเรื่องความปรองดองสมานฉันและกรอบเวลา  2.การพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการและคณะทำงาน ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดร่างคำสั่งแต่งตั้ง  รวมถึงแนวทางการดำเนินการ  3.ประเด็นคำถามการสัมภาษณ์เชิงลึกของผู้ที่เข้าร่วมประชุม

จากข้อมูลเบื้องต้นเห็นได้ชัดเจนว่า คณะกรรมการคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง  ภายใต้การกำกับของพล.อ.ประวิตร  ค่อนข้างจะมีความคืบหน้าอย่างมาก  สำหรับการจัดวางบุคคลเพื่อขับเคลื่อนแนวทางต่าง ๆ ให้เป็นไปตามเป้าหมาย  แต่ประเด็นก็คือผลสำเร็จจะเกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน  ยังเป็นเรื่องท้าทายอย่างมากสำหรับวิกฤตปัญหาที่สะสมมานานเป็นสิบปี 

 

โดยทางด้าน  นายสุเทพ  เทือกสุบรรณ   ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.)   ได้กล่าวถึงแนวคิดที่รัฐบาลจะดำเนินการจัดตั้งคณะกรรมการปรองดอง (ป.ย.ป.) ว่า ตนในฐานะตัวแทนมวลมหาประชาชน  ยืนยันขอสนับสนุนการดำเนินการตั้งกรรมการ ป.ย.ป.และคณะกรรมการย่อยอีก 4 คณะ ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ทั้งในด้านของยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ เพราะสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของมวลมหาประชาชน

 

ฟังชัดชัด !!! ลุงกำนัน หนุนปรองดอง! "แต่ต้องไม่ล้างความผิดมาตรา 112 และคนเผาบ้านเผาเมือง" แม้รัฐบาลจะเดินหน้าตั้ง "ปยป." (มีคลิป)

 

อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าในส่วนของการสร้างความปรองดองนั้น   ก็ยังมีความกังวล เนื่องจากมีการแสดงความเห็นที่หลากหลาย  ซึ่งตนยืนยันว่าสิ่งสำคัญของการปรองดอง คือ จะต้องรณรงค์ให้ประชาชนไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายใด  ต้องเคารพกฎหมายบ้านเมือง จึงจะเกิดความสงบ นอกจากนี้ย้ำว่าไม่เห็นด้วยหากจะนิรโทษกรรม หรือการออกกฎหมายลบล้างความผิดต่างๆ ในอดีต เช่น การกระทำความผิดตามมาตรา 112  , การทุจริตคอร์รัปชั่น   , การเผาบ้านเผาเมือง  เป็นต้น

 

ส่วนข้อเสนอเรื่องการให้ทุกฝ่ายที่เป็นคู่ขัดแย้งหรือฝ่ายเกี่ยวข้องจับมือทำ  MOU   หรือทำบันทึกข้อตกลงร่วมกัน  นายสุเทพ  แสดงความเห็นว่า  ในส่วนตนและมวลมหาประชาชนไม่เชื่อว่าจะได้ผล และคงไม่ไปเข้าร่วมในลักษณะดังกล่าว   แต่หากเชิญตนให้ไปร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อหาทางออกของความปรองดอง ตนยินดีที่จะเข้าร่วมอย่างแน่นอน

 

ต้องย้ำว่ากรณีแนวคิดการสร้างความปรองดองคนในชาติเป็นเรื่องที่มีการพูดและดำเนินการมาตั้งแต่ปี  2552   โดยการจัดตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.)  ที่มีนายคณิต  ณ  นคร  เป็นประธาน แต่ท้ายสุดข้อเสนอทั้งหมดกลับไม่ได้นำมาใช้แถมยังมีการนำไปดัดแปลงแก้ไขเพื่อช่วยเหลือให้นายทักษิณ  ชินวัตร  กลับประเทศโดยไร้ความผิดติดตัว  ดังนั้นความปรองดองในยุคพล.อ.ประยุทธ์จึงเป็นคำถามข้อใหญ่ว่าจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่

 

เพราะล่าสุดเป็นทางด้าน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. ที่ออกมาตอบโต้นายสุเทพ ด้วยคำพูดซึ่งตอกย้ำทำให้ภาพการสร้างความปรองดูเหมือนว่าจะมีอุปสรรคใหญ่ตั้งแต่แรกเริ่ม  โดยเฉพาะการโจมตี  นายสุเทพ  ว่าสำคัญตัวเองผิดถึงขั้นกำหนดเงื่อนไขการปรองดองก่อนกระบวนการปรองดองจะเริ่มต้น   โดยเฉพาะคิดว่าตัวเองคือศูนย์กลาง และการปรองดองจะเกิดได้ภายใต้ความต้องการของตนเท่านั้น

 

ทั้งนี้ในส่วนของตนขออธิบายให้เข้าใจว่า การที่นปช.แสดงจุดยืนให้ความร่วมมือนั้นเราไม่เห็นนายสุเทพเลย  เพราะได้มองข้ามไปถึงเป้าหมายว่าจะช่วยกันอย่างไรให้คนที่เห็นต่างอยู่ร่วมกันในหลักการและกติกาที่ยอมรับกันได้ ข้อเสนอใดๆ ที่มีจะนำไปเสนอในเวทีพูดคุย เพราะเชื่อว่าพูดกันไปมาตอนนี้มีแต่จะทำให้ยุ่ง และกระบวนการเริ่มนับหนึ่งไม่ได้ 

 

ประเด็นสำคัญนายณัฐวุฒิอ้างด้วยว่าคนเสื้อแดงนปช.คือกลุ่มที่ต้องสูญเสียชีวิตพี่น้องกว่า 100 ชีวิต บาดเจ็บกว่า 2,000 คน ทั้งมวลชนและแกนนำสลับกันเข้าคุกเป็นว่าเล่น เราไม่มีเลือดจะกลืน ไม่มีน้ำตาจะกลั้น เพราะมันไหลออกไปแทบหมดตัวแล้ว แต่เมื่อพูดถึงเรื่องการปรองดองเราขานรับตลอดมา เพราะการต่อสู้ของเราคือการต่อสู้ทางการเมือง ไม่ใช่การต่อสู้ทางทหาร เมื่อเป็นการต่อสู้ทางการเมืองย่อมปฏิเสธเวทีที่จะพูดคุยกันด้วยเหตุผลเพื่อหาทางออกจากความขัดแย้งโดยสันติไม่ได้ ส่วนใครตั้งแง่อย่างไรเป็นเรื่องผู้มีอำนาจต้องไปคุยกันเอาเอง กำลังจะเล่นบทพระเอกแท้ๆ แต่คนรักเก่าออกมายืนเหวี่ยงอยู่อย่างนี้ จัดการให้ดีก็แล้วกัน”

 


 

ประเด็นสำคัญนายณัฐวุฒิ ยังกล่าวด้วยว่า สำหรับนปช.พร้อมเสมอกับกระบวนการปรองดอง ยินดีร่วมเสียสละอย่างเป็นธรรมเพื่อให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้า แต่ไม่มีหน้าที่ไปง้อใครให้เข้าร่วม และไม่พร้อมเป็นลูกไล่ให้ใครกระทบกระแทกเอาดีเข้าตัว เจ้าภาพพร้อมเมื่อไหร่ จะให้มีส่วนร่วมอย่างไรก็บอกมา ถ้าไม่พร้อมหรือเดินหน้าไม่ได้ก็รีบบอกด้วย ประชาชนจะได้ไม่ต้องรอ??

 


แน่นอนว่ากับคำพูดวิพากษ์วิจารณ์มุมมองความคิด  นายสุเทพ   อดีตเลขาธิการกปปส.   ของนายณัฐวุฒิ  แกนนำแดงนปช.  และอีกสถานะหนึ่งก็เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ซึ่งอยู่ในร่วมในเหตุการณ์การผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม “เหมายกเข่ง”   สมควรยิ่งที่นายณัฐวุฒิก็ต้องตอบคำถามสังคมเช่นเดียวกันว่าแนวทางปรองดองของพรรคเพื่อไทย  และคนเสื้อแดง   จะใช่แบบเดียวกับที่เคยดันทุรังเดินหน้าจนเกือบเป็นผลสำเร็จในอดีตหรือไม่   ถ้าเห็นว่าข้อเรียกร้องของนายสุเทพเป็นการล้ำหน้ากระบวนการปรองดอง ??

 

ทั้งนี้ตามข้อมูลของสถาบันพระปกเกล้า  ได้บันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ทางการเมืองในครั้งนั้น ความตอนหนึ่งว่า   “นิรโทษกรรมเหมาเข่ง” หรือ “นิรโทษกรรมฉบับสุดซอย” มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน”

 

 โดย “ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม” เป็นจุดพลิกผันสำคัญอันนำไปสู่การประกาศยุบสภาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2556 อันเนื่องมาจากกระแสต่อต้าน “ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม” ที่เสนอโดยนายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย และคณะ เนื่องมาจากร่าง พ.ร.บ. ที่นำเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่ 2 นั้น เป็นร่างที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้แก้ไขเนื้อหาจากร่าง พ.ร.บ. ฉบับเดิมของนายวรชัย เหมะ ที่มีวัตถุประสงค์ต้องการนิรโทษกรรมผู้ต้องขังจากคดีเผาศาลากลางจังหวัดจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองในปี 2553

 

 

และ ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ประกอบด้วย 7 มาตรา ซึ่งคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่เป็นฝ่ายรัฐบาลได้แก้ไขมาตรา 3 และมาตรา 4 ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวให้มีผลนิรโทษกรรมครอบคลุมหลายฝ่าย ทั้ง “ฝ่ายพันธมิตรฯ และฝ่าย นปช.” ที่สำคัญยังรวมถึง “นายทักษิณ ชินวัตร ,  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ” ซึ่งกรณีหลังนี้ทำให้เกิดเสียงคัดค้านจากหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นญาติผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองปี 2553 พรรคฝ่ายค้าน องค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ รวมทั้งแกนนำ นปช. และกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งเท่ากับเป็นการนิรโทษกรรมให้แก่คดีอาญา “ฆ่า-เผา” และ “ผู้ทุจริตคอร์รัปชั่น” ด้วย

 

ประเด็นสำคัญในบันทึกชิ้นนี้ยังย้อนความเป็นมาของการนิรโทษกรรมเหมาเข่ง  ไว้ด้วยว่า  “ในการประชุมพรรคเพื่อไทยเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2556  นายทักษิณ    ได้กล่าวถึงการเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม โดยเห็นว่าควรสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับที่เสนอโดย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ความว่า

 

...ผม ได้คุย และขอบคุณท่านเฉลิมแล้ว เห็นด้วย จะทำอะไรควรทำอะไรให้มันสุดซอย ร่างของวรชัย เหมือนเดินไปครึ่งๆ กลางๆ มันไม่สุดซอย เมื่อจะทำแล้วก็ทำให้มันสุดซอย แต่ถ้าจะเร่งเอาเข้าสมัยประชุมวิสามัญ 3 วาระรวด ไม่เห็นด้วย จะถูกฝ่ายค้านโจมตีอีก ขณะนี้ยังไม่มีการชี้แจงเหตุผล รายละเอียดทั้งหมด อยากให้เอาเข้าสมัยประชุมหน้า ไม่เป็นอะไร ผมรอได้... 

 

 

ทั้งนี้   พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับที่เสนอโดย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง มีสาระสำคัญในมาตรา 3 ความว่า  “...มาตรา 3 บรรดาการกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง การแสดงความคิดเห็นทางการเมือง หรือการกระทำใดที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำดังกล่าวในระหว่าง พ.ศ. 2549... ...ถ้าอยู่ในระหว่างพิจารณาคดี ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดี ถ้าได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิด ถ้าผู้นั้นรับโทษอยู่ ก็ให้การลงโทษสิ้นสุดลงจนถึงวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ...”

 

ท้ายสุด เมื่อเวลา 02.30 น. วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งที่ 21 (สมัยสามัญทั่วไป) เป็นพิเศษ แก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ. ... ในวาระที่ 2-3 โดยมี นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม  และใช้เวลายาวนานหลายชั่วโมงกฎหมายเพื่อความปรองดอง  ที่พรรคเพื่อไทยและรวมถึงแกนนำนปช.ให้ความเห็นชอบ  ได้ทำให้มาตรา 3 ของ ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม  หน้าตาออกมาเป็นแบบนี้  ..  “มาตรา 3 ให้บรรดาการกระทำใด ๆ ของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมืองหรือการแสดงออกทางการเมือง หรือบุคคลซึ่งไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมือง แต่กระทำการนั้นมีมูลเหตุเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมือง โดยการกล่าวด้วยวาจาหรือโฆษณาด้วยวิธีการใด เพื่อเรียกร้องหรือให้มีการต่อต้านรัฐ การป้องกันตน การต่อสู้ขัดขืนการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือการชุมนุม การประท้วง หรือการแสดงออกด้วยวิธีการใด ๆ อันอาจเป็นการกระทบต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดของบุคคลอื่น ซึ่งเป็นเหตุการณ์สืบเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมือง ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ถึงวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 ไม่เป็นความผิดต่อไปและให้ผู้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง

 

การกระทำในตามวรรคหนึ่ง ไม่รวมถึงการกระทำใดๆ ขอประชาชนผู้ซึ่งมีอำนาจในการตัดสินใจหรือสั่งการให้มีความเคลื่อนไหวทางการเมืองในห้วงระยะเวลาดังกล่าวผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112”

 

หรือแปลความโดยเข้าใจทั่วไปก็คือ พรรคเพื่อไทยและรวมถึงแกนนำนปช.  มีเจตนาทำให้คดีความต่าง ๆ ที่ดำเนินการโดยคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ  หรือ  คตส.  ซึ่งมีนายทักษิณ  ชินวัตร และรวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องในเครือข่ายตกเป็นผู้ต้องหา-ผู้ถูกกล่าวหา-จำเลย   หลุดพ้นจากทุกข้อกล่าวหา เสมือนไม่เคยกระทำผิดมาก่อนโดยสิ้นเชิง  เพียงแต่นักการเมืองภายใต้ระบอบทักษิณใช้คำว่า "ปรองดอง"  มาบังหน้าเท่านั้น   ??

 

เรียบเรียง   :  ชัชรินทร์   สำนักข่าวทีนิวส์

 


ติดตามข่าวสารทาง Line



เรียบเรียงโดย
นายชัชรินทร์ สุรพัฒน์


HASTAG :

ติดตามข่าวอื่นๆ