เรียกแขก!!ปชป.จ่อฮั้วพท.หนุนรื้อคตส.เริ่มคดีใหม่“หากคิดว่าถูกฝ่ายการเมืองตรงข้ามเช็คบิล” ย้อนคดีที่รัชดา“ทักษิณ”ถูกคตส.สอบฟ้องศาลคุก2ปีทำไง?

       นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต ส.ส.พัทลุง และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยถึงกรณีรัฐบาลตั้ง คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง หรือ ปยป. ว่าตน เห็นด้วยกับแนวทางที่รัฐบาลตั้ง ป.ย.ป. อยากให้รัฐบาลดำเนินการเรื่องให้เกิดความสำเร็จ ส่วนกรณีที่จะให้มีการทำเอ็มโอยูนั้น ตนไม่ได้แย้ง แต่ต้องคำถามให้ได้ก่อนว่าทำเอ็มโอยูเรื่องอะไร พรรคการเมืองจะสัญญาว่าจะไม่ทำเรื่องในอดีตอีกแล้ว เช่น แก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือนิรโทษกรรมสุดซอยอย่างนั้นหรือ จะต้องวางหลักให้ดี ให้ชัดเจน เพราะเป็นข้อตกลงไม่มีผลทางกฎหมายว่าจะทำอะไร จะไม่ทำอะไร

 

       ทั้งนี้ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังกล่าวถึงข้อเสนอของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ สปท.ที่ให้พักการลงโทษด้วยว่า “สปท.ควรหยุดการแสดงความเห็นในเรื่องนี้ เพราะทุกฝ่ายไม่ยอมรับ สปท. อย่างกรณีการเสนอให้สำนึกผิดหรือสารภาพผิดเพื่อพักการลงโทษ เป็นเรื่องเลอะเทอะ ใช้ไม่ได้ เพราะเรื่องการเมืองเป็นเรื่องของอุดมการณ์ อุดมคติของบุคคล การต่อสู้ในอดีตก็มีจุดยืนทางการเมืองที่ต่างกัน ดังนั้นเป็นเรื่องยากที่เขาจะยอมรับว่าความเชื่อของเขาผิด ไม่มีใครจะทำลายหลักการตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นคนเสื้อแดง หรือ กกปส. จึงเป็นวิธีการบีบบังคับ ทำให้ความสามัคคีปรองดองจะเกิดไม่ได้

 

       โทษทางการเมืองมันจะต้องล้างด้วยนโยบายแห่งรัฐ โดยไม่ต้องมีเงื่อนไข และหากถูกจองจำติดคุกแล้วเจ้าตัวต้องการลดโทษก็ทำเรื่องขออภัยโทษ ซึ่งก็เป็นเรื่องของพระราชอำนาจ หากใครคิดว่าถูกองค์กรพิเศษที่ตั้งขึ้นมาจากฝ่ายการเมืองตรงข้ามเพื่อตรวจสอบตนเอง เช่น คตส.ในอดีต ก็น่าจะสามารถร้องให้กระบวนการยุติธรรมปกติเข้ามาดำเนินการ เริ่มคดีใหม่ได้ ซึ่งการกระทำของคุณนั้นยังอยู่ ไม่ได้หมายความว่ามูลความผิดจะหายไปด้วย ” นายนิพิฏฐ์ กล่าว

       อย่างไรก็ตามหากย้อนไปเมื่อ 9 ปีที่แล้วสำหรับคดีที่ดินรัชดานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดย นายทองหล่อ โฉมงาม ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา พร้อมองค์คณะได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาคดีประวัติศาสตร์ทุจริตซื้อขายที่ดินย่านถนนรัชดาภิเษกจำนวน 33 ไร่ มูลค่ากว่า 772 ล้านบาท ที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา (ปัจจุบันกลับไปใช้นามสกุล ณ ป้อมเพชร) เป็นโจทก์ยื่นฟ้องเป็นจำเลยที่ 1 และ 2 ตามลำดับ

 

       ในความผิดฐาน เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมกันเป็นคู่สัญญา หรือมีส่วนได้ส่วนเสียในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานของรัฐ ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่ซึ่งมีอำนาจกำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบ หรือดำเนินคดี และเป็นเจ้าพนักงาน และผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานที่มีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด เข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 4 มาตรา 100 และ 122, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 86, 91, 152 และ 157 ซึ่งท้ายคำฟ้อง อัยการสูงสุด ขอศาลมีคำสั่งให้ยึดที่ดินและเงินที่ซื้อที่ดินอันเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำผิด ให้ตกเป็นของแผ่นดิน

       "เมื่อไต่สวนรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นถึงนายกรัฐมนตรี แต่กลับกระทำการฝ่าฝืนกฎหมายทั้งที่เป็นหัวหน้ารัฐบาลซึ่งต้องกระทำตัวให้ เป็นแบบอย่างและประพฤติตนดีงามตามจริยธรรมของนักการเมือง จึงไม่สมควรให้รอการลงโทษ พิพากษาให้มีความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 100 ให้ลงโทษจำคุก 2 ปี  ส่วนความผิดฐานอื่นให้ยก และให้ยกเลิกหมายจับจำเลยที่ 2 และออกหมายจับจำเลยที่ 1 มารับโทษต่อไป

 

       โดยคดีนี้มีผลสืบเนื่องมาจากการที่คุณหญิงพจมาน ประมูลซื้อที่ดินริมถนนเทียมร่วมมิตร ย่านถนนรัชดาภิเษก ใกล้กับศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เนื้อที่ประมาณ 33 ไร่ ราคา 772 ล้านบาท จากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ในกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง โดยพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ร่วมลงนามยินยอมในฐานะคู่สมรส

 


       ทั้งนี้วีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน (คปต.) ได้เป็นผู้ยื่นร้องเรียนต่อกองบังคับการ กองปราบปราม เพื่อให้ทำการสอบสวนเกี่ยวกับเรื่องนี้ ต่อมาเมื่อเกิดรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2549 คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ได้ออกประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 ลงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2549 แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) วีระ สมความคิดได้นำเรื่องนี้เสนอต่อ คตส. ให้ตรวจสอบพฤติกรรมทุจริตประพฤติมิชอบดังกล่าวอีกครั้ง และคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐมีมติรับเรื่องนี้ไว้พิจารณา และแต่งตั้งนาม ยิ้มแย้ม ประธาน คตส. เป็นผู้รับผิดชอบ ก่อนที่จะมอบหมายให้นายอุดม เฟื้องฟุ้ง อดีตรองประธานศาลฎีกา ซึ่งเป็น1ในกรรมการคตส. เป็นประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนที่ดินรัชดาภิเษก

 

 

 

 

เรียบเรียงโดย : ศิริพงศ์ สำนักข่าวทีนิวส์


ติดตามข่าวสารทาง Line



เรียบเรียงโดย
ศิริพงษ์ หนูแก้ว


HASTAG :

ติดตามข่าวอื่นๆ