อุ้มฆ่าสยอง...สาวทอม ฝังดิน!!! คราบสกปรก มาเฟียไทย...เหตุใดถึงพัวพันคนมีสี !?! (รายละเอียด)

จากกรณีที่ถือเป็นเรื่องที่สะเทือนใจอย่างหนักในตอนนี้ กรณีที่พ.ต.อ.อำนวย พงษ์สวัสดิ์ ผกก.สภ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ตกเป็นผู้ต้องหาคดีอุ้มฆ่า นางสาวสุภัคสรณ์ พลไธสง หรือ หญิง อายุ 28 ปี ทอมสาว ทั้งนี้เมื่อวันที่ 11 มกราคม เวลา13.00น. เจ้าหน้าที่ตำรวจนำโดย . พ.ต.อ.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รองผบก.สส.บช.น. ได้ควบคุมตัวนายนิวัตน์ สวยทอง หรือโจ๊ก อายุ 32 ปี 1 ในกลุ่มผู้ต้องหา ซึ่งการสอบสวนเป็นประโยชน์อย่างมาก โดยผู้ต้องหาได้เดินทางไปดูจุดที่นำแก๊งอุ้มนำตัวน.ส.สุภัคสรณ์ สาวทอม ไปควบคุมตัวไว้ที่รีสอร์ต ในต.หนองหญ้าปล้อง อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ก่อนจะพบจุดที่เป็นลักษณะคล้ายขุดฝังบางอย่างและได้พบศพของน.ส.สุภัคสรณ์ ถูกฝังดินอยู่ด้านหลังรีสอร์ต

เมื่อเจ้าหน้าที่ได้ขุดหลุมดังกล่าว ที่พบว่ามีการโบกปูนไว้ซึ่งหลุมมีความลึกประมาณ 1 เมตรกว่า เจ้าหน้าที่ใช้ค้อนทุบปูนออกจนพบร่างคนเสียชีวิตจนเจ้าหน้าที่สามารถนำร่างดังกล่าวขึ้นมา พบศพ ท่อนล่างไม่สวมใส่เสื้อผ้า ขณะนี้ยืนยันว่าเป็นน.ส.สุภัคสรณ์ สาวทอมจริงเพราะว่าที่แผ่นหลังของศพมีรอยสักรูปฤาษีเดินดง ซึ่งตรงกับรูปพรรณสัณฐานของน.ส.สุภัคสรณ์และครอบครัวญาติพี่น้องยังบอกอีก ว่าสักฤาษีเดินดงที่กลางแผ่นหลังและที่แขนก็มีรอยสักเช่นกัน เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จะได้นำร่างมาส่งที่นิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อชันสูตรหาสาเหตุการตายและดำเนินคดีกับผู้ต้องหาต่อไป

ทั้งนี้เจ้าหน้าสามารถคุมตัว นายภูมิทัศน์ พิบูรณ์สวัสดิ์ หรือ อุ้ม อายุ 24 ปี และ น.ส.กรรณิกา กรุมรัมย์ หรือดาว อายุ 38 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีดังกล่าวเพิ่มเติม อีก 2 คน มาส่งให้ พ.ต.อ.ธนะสิทธิ์ ปานศรี ผกก.สน.หนองค้างพลู เพื่อทำการแจ้งข้อกล่าวหาตามหมายจับ โดยที่ น.ส.กรรณิกา ถูกจับกุมได้ที่ จ.บุรีรัมย์ ส่วน นายภูมิทัศน์ ได้ติดต่อเข้ามอบตัวที่ บก.สส.บช.ภ.7 ยังเหลือผู้ต้องหาอีก3คนที่ยังจับกุมไม่ได้

 

และนี่ก็ไม่ใช่คดีแรกที่เกิดเหตุการณ์ฆ่าสยองขวัญ ซึ่งก่อนหน้านี้ยังมีอีกหลายคดีที่คนไทยให้ความสนใจ ซึ่งที่ผ่านมาบางครั้งคดี ก็ต้องใช้เวลาในการค้นหากว่าจะเจอผู้บงการแล้วท้ายสุดก็ไม่พ้นคนมีสี ที่ทำกันเป็นทอดๆ

หากเราย้อนกลับไปเมื่อวันที่  4 มี.ค. 2544 ภายหลังที่นายปรีณะ ผวจ.ยโสธร เดินทางเข้ากรุงเทพมหานคร เพื่อมาร่วมประชุมรับนโยบายจากรัฐบาลเสร็จแล้ว เข้าพักโรงแรมรอยัล แปซิฟิก ห้องเลขที่ 4006 แต่ไม่คาดฝันว่าจะต้องกลายมาพบจุดจบในที่สุด เมื่อถูกคนร้ายฆาตกรรมสุดโหด สภาพศพของนายปรีณะ นอนคว่ำหน้าเสียชีวิตอยู่ตรงประตูภายในห้องพัก นอกจากมีบาดแผลถูกเชือดลำคอ และแทงตามร่างกายแล้ว บริเวณท้ายทอยยังถูกยิงด้วยกระสุนปืน ขนาด .22 กว่าพนักงานโรงแรมจะมาพบศพนายปรีณะ ก็ปาไปช่วงเช้าวันที่ 5 มี.ค. คดีนี้เล่นทำเอาตำรวจท้องที่ สน.วังทองหลาง ถึงกับกุมขมับ เมื่อมีข้าราชการระดับสูงมาถูกสังหารโหด แต่ก็ได้เบาะแสว่า มีหญิงสาวคนสนิท เข้ามาพักกับผู้ตายช่วงคืนเกิดเหตุได้สูญหายไป ในเบื้องต้นตำรวจจึงตั้งประเด็นกว้าง ๆ ไว้หลายเรื่อง ฆ่าชิงทรัพย์ ชู้สาว แต่ก็ไม่ทิ้งปมขัดแย้งโครงการบ่อบำบัดน้ำเสียที่ จ.ยโสธร ยุคนั้นแม่ทัพนครบาลเจ้าของฉายา “น.1” เป็นนายตำรวจมือปราบระดับพระกาฬ พล.ต.ท.วรรณรัตน์ คชรักษ์ เป็น ผบช.น. ได้สั่งการเร่งด่วนให้ พล.ต.ต.จักรทิพย์ กุญชร ณ อยุธยา รอง ผบช.น. พล.ต.ต.อังกูร อาทรไผท ผบก.น.4 เข้ามาช่วยกันทำคดี เวลาผ่านไป 2 วัน หญิงสาวคนสนิท ก็ทนแรงเสียดทานไม่ไหว เดินทางเข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวน สน.วังทองหลาง คำสารภาพในเบื้องต้นอ้างว่า มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับผู้ตายจริง วันเกิดเหตุนัดมาเจรจาเพื่อขอยุติความสัมพันธ์แต่ไม่ได้รับการยินยอมจึงใช้มีดปอกผลไม้ที่ซื้อมาปาดคอ ก่อนใช้อาวุธปืน ขนาด .22 ที่พกมาด้วยกระหน่ำยิงซ้ำ จากนั้นได้ลักทรัพย์เงินสด 5 พันบาท และแหวนเพชรผู้ตายหลบหนีไปขายที่ร้านเพชรย่านบางกะปิในตอนแรกคดีที่ดูเหมือนไม่ลึกลับซับซ้อนอะไร ?

แต่ตำรวจก็ต้องรื้อคดีมาเริ่มต้นใหม่ เมื่อทีมชุดสืบสวนคลี่คลายคดี ไปขยายผลตรวจพบเงื่อนงำสำคัญ คือการเข้าพักโรงแรมดังกล่าว ของนายทหารคนดัง ในห้วงเวลาเกิดเหตุ โดยใช้ชื่อปลอม พักห้องเลขที่ 4015 และ 4017 ร่วมกับเพื่อนหญิง และลูกน้องคนสนิทอีก 2 คน ต่อมาทราบภายหลังว่านายทหาร ก็คือ “ผู้พันตึ๋ง” หรือ พ.ต.เฉลิมชัย มัจฉากล่ำ ส่วนลูกน้อง คือ ส.อ.มานิตย์ ศรีสะอาด และ ส.อ.สุวัฒน์ คำเหง้าหลังจากคดีเริ่มมีเงื่อนงำสลับซับซ้อนไม่ธรรมดา พล.ต.อ.พรศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ผบ.ตร. สมัยนั้น จึงสั่งโอนคดีมาที่กองปราบปราม มี พล.ต.ต.อัศวิน ขวัญเมือง ผบก.ป. (ยศตำแหน่งสมัยนั้น) เป็นผู้นำหน่วยทำให้ต้องระดมทั้งนักสืบมือดีมาร่วมคลี่คลาย ประสานทีมงานกองพิสูจน์หลักฐาน นำเอานิติวิทยาศาสตร์มาช่วยเหลือในการควานหาพยานหลักฐานด้วย จนนำไปสู่การพบเบาะแสสำคัญ เมื่อพบ “คราบเลือด” ค้างอยู่ที่ท่อน้ำในห้องพักของผู้พันตึ๋ง รวมทั้งคราบเลือดติดอยู่กับ รองเท้าผ้าใบ ส.อ.สุวัฒน์ และที่ แป้นเบรกรถยนต์ นอกจากนี้ยังพบ แผนผัง ห้องพักภายในโรงแรม ซึ่งเป็นลายมือของผู้พันตึ๋งอีกด้วย จึงนำทั้งหมดมาตรวจสอบทางขั้นตอนนิติวิทยาศาสตร์ กระทั่งสามารถยืนยันว่า คราบเลือด ที่พบมีดีเอ็นเอตรงกับนายปรีณะ

ขณะเดียวกันเพื่อนสาวของผู้ตาย ได้กลับคำให้การเปิดปากสารภาพอย่างละเอียดยิบว่า “ผู้พันตึ๋ง” พร้อมลูกน้องบุกเข้ามาในห้อง ข่มขู่ให้ตนนั่งก้มหน้า จากนั้นนายทหารคนดังและสมุนลงมือเชือดคอเหยื่อแล้วใช้ปืนยิงซ้ำ ส่วนเหตุที่ต้องให้การเท็จในครั้งแรก เนื่องจากถูกบังคับหากไม่ทำตามจะฆ่าปิดปาก เมื่อทุกอย่างลงตัวจึงนำไปสู่ขั้นตอนรวบรวมหลักฐานขออำนาจศาลเพื่อออกหมายจับ “ผู้พันตึ๋ง” พร้อมลูกน้อง หัวหน้าชุดจับกุมนำโดย พ.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง รอง ผกก. 2 ป. (ยศตำแหน่งสมัยนั้น) นำกำลังคอมมานโดกองปราบฯ พร้อมหมายศาลเข้าจับกุม พ.ต.เฉลิมชัย ในค่ายมวยย่านเหม่งจ๋าย การบุกจู่โจมเข้าจับกุมครั้งนี้สร้างความฮือฮาอย่างมาก มีสื่อมวลชนเกาะติดทำข่าวอย่างใกล้ชิด ซึ่งพ.ต.เฉลิมชัย ไม่คิดฝันจะถูกจู่โจมแบบสายฟ้าแลบตำรวจกองปราบฯ ทำสำนวนอย่างแน่นหนาส่งอัยการ กระทั่งปลายปี พ.ศ. 2544 พนักงานอัยการยื่นฟ้อง 1. น.ส.อังคนางค์ สุนทรวิภาค เพื่อนสาวคนสนิทผู้ตาย 2. พ.ต.เฉลิมชัย 3. ส.อ.มานิตย์ และ 4. ส.อ.สุวัฒน์ เป็นจำเลยที่ 1-4 ตามลำดับ ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน โดยการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น พ.ต.เฉลิมชัย เบิกความว่า ถูกกลั่นแกล้งจากนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่ง พร้อมอ้างเหตุผลที่ไปโรงแรมเพราะได้รับมอบหมายให้ไปหาข่าวยาเสพติดจนไปพบหลักฐานสำคัญ คือรูปถ่ายภรรยานายตำรวจผู้ใหญ่กับภรรยาราชายาเสพติด จึงอาจเป็นส่วนหนึ่งทำให้ถูกกลั่นแกล้งสร้างหลักฐานเล่นงานคดีนี้ศาลชั้นต้นพิเคราะห์พยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายแล้วเห็นว่าจำเลยกระทำผิดจริง ตัดสินให้ประหารชีวิต พ.ต.เฉลิมชัย ส่วน น.ส.อังคนางค์ จำคุก 3 ปี 8 เดือน ขณะที่ลูกน้องคนสนิทอีก 2 คน ให้ยกฟ้อง ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น แต่พิพากษาแก้ให้ประหารชีวิต ส.อ.มานิตย์ และ ส.อ.สุวัฒน์ ด้วย กระทั่งปี พ.ศ. 2549 ศาลฎีกา พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภายหลังศาลฎีกาพิพากษาประหารจึงใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญของนักโทษประหาร ในการยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ กระทั่งวันที่ 9 ธ.ค. 2550 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ลดโทษประหารชีวิต เหลือจำคุกตลอดชีวิต ปัจจุบัน “ผู้พันตึ๋ง” ยังถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำบางขวาง


และอีกหนึ่งคดีอุ้มฆ่านายเอกยุทธ อัญชันบุตร เกิดจากการที่พี่สาวพร้อมญาตินายเอกยุทธ เข้าแจ้งความกับตำรวจ สน.วังทองหลางในค่ำคืนของวันเสาร์ที่ 8 มิถุนายน 2556 และเข้าแจ้งความกองปราบปรามอีกในวันอาทิตยที่ 9 มิถุนายน 2556 หลังไม่สามารถติดต่อนายเอกยุทธได้เป็นเวลา 2 วัน จากการสอบสวนพบว่า ก่อนหน้านี้นายเอกยุทธได้โทรศัพท์มาขอกุญแจเข้าบ้านย่านทาวน์อินทาวน์ จากนั้นให้เลขาส่วนตัวนำเช็คเบิกเงินสดมาให้ที่ลานจอดรถสนามบินสุวรรณภูมิช่วงกลางดึกของวันที่ 6 มิถุนายน และช่วงสายวันศุกร์ที่ 7 มิถุนายน โดยมีนายสันติภาพ หรือ บอล เพ็งด้วง คนขับรถ เป็นผู้รับเช็คไปให้เซ็น จากนั้นก็ไม่มีใครได้พบกับนายเอกยุทธอีกเลย

การหายตัวไปอย่างลึกลับของนายเอกยุทธ อดีตผู้ต้องหาคดีโกงแชร์ชาเตอร์สะท้านเมือง จึงทำให้เรื่องนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ครึกโครม นื่องจากภายหลังคดีหมดอายุความและเดินทางกลับมาอยู่เมืองไทย นายเอกยุทธวางบทบาทตัวเองเป็นจอมแฉทางการเมืองตัวพ่อ รวมถึงมีจุดยืนต้านระบอบทักษิณ ทำให้หลายคนตั้งข้อสงสัยว่าอาจเป็นการอุ้มฆ่าจากผู้ที่ไม่พอใจก็เป็นได้ 

ต่อมา วันที่ 10 มิถุนายน 2556 พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. และ พล.ต.อ. อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. สั่งเดินเครื่องแกะรอยสืบสวนหาเบาะแส ในขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ตำรวจได้พบเบาะแสสำคัญคือภาพจากกล้องวงจรปิดของ จ.สุราษฎร์ธานี ที่ปรากฏภาพรถตู้โฟล์คสวาเก้นสีดำ ทะเบียน ฮพ 9304 กรุงเทพมหานคร ในช่วงเวลา 09.00 น. ด้วยเหตุนี้ ตำรวจจึงมุ่งเป้าของการค้นหาตัวนายเอกยุทธไปที่ภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดพัทลุง หลังจากตรวจสอบพบว่านายบอล ซึ่งเป็นคนขับรถนั้นมีบ้านเกิดอยู่ที่จังหวัดพัทลุง และเชื่อว่านายบอลน่าจะเป็นหนึ่งในผู้รู้เห็นในการหายตัวไปในครั้งนี้ หลังจากที่ตำรวจล่าตัวจนแทบพลิกแผ่นดิน ในวันที่ 11 มิถุนายน 2556 เวลา 08.00 น. ก็สามารถควบคุมตัวนายบอล ได้ที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งในพื้นที่ จ.สมุทรสงคราม

เบื้องต้น นายสันติภาพ ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา กระทั่งเวลา 14.00 น. ของวันเดียวกัน ก็ได้ข่าวว่าพบศพชายนิรนามในพื้นที่ จ.พัทลุง คาดว่าอาจเป็นศพของนายเอกยุทธ แต่สุดท้ายได้รับการยืนยันว่าไม่ใช่

จากนั้นเวลา 16.00 น. ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง ออกมาเปิดเผยเกี่ยวกับเรื่องการหายตัวไปของ นายเอกยุทธ ว่า ขณะนี้นายเอกยุทธ ถูกฆ่าเสียชีวิตแล้ว ด้วยการกระทำของคนขับรถที่ประสงค์ต่อทรัพย์ พร้อมกับบอกว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับการออกมากล่าวหานางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นด้วยประเด็น ว.5 โฟร์ซีซั่น

อย่างไรก็ตาม นายสันติภาพ ยอมเปิดปากรับสารภาพเป็นครั้งแรก หลังถูกตำรวจนำตัวไปสอบเค้นอย่างหนัก ว่าเป็นผู้ลงมือฆ่าเพื่อชิงทรัพย์ โดยได้มีการนำศพไปฝังไว้ที่ จ.พัทลุง พร้อมกับซัดทอดไปยังเพื่อนอีก 2 ว่าเป็นผู้ร่วมกันก่อเหตุ 

ต่อมาในวันที่ 12 มิถุนายน 2556 ตำรวจภูธรภาค 9 ได้นำตัวนายสันติภาพ พร้อมเพื่อนร่วมก่อเหตุอีก 2 คน ลงพื้นที่บริเวณป่าภูเขาจิงโจ้ ต.พนมวัง อ.เมือง จ.พัทลุง เพื่อชี้จุดที่นำศพของ นายเอกยุทธ มาอำพราง เบื้องต้นผู้ต้องหาทั้ง 3 นั้นให้การสับสน จึงไม่สามารถระบุตำแหน่งได้ จากนั้นเวลา 13.00 น. จึงมีรายงานว่าพบศพชายนิรนาม สภาพเปลือยกาย บริเวณป่าภูเขาจิงโจ้ ซึ่งยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าใช่นายเอกยุทธ หรือไม่ แต่ด้านน้องสาวของนายเอกยุทธยืนยันว่าศพที่ค้นพบใช่พี่ชายของตนอย่างแน่นอน

สาเหตุที่แท้จริงเงื่อนปมการเสียชีวิตของ นายเอกยุทธ นั้นยังเป็นที่เคลือบแคลงใจของสังคมกับการปิดคดีแบบกำปั้นทุบดินของตำรวจที่สรุปว่าเป็นการฆ่าเพื่อชิงทรัพย์ ซึ่งขัดแย้งกับรายงานข่าวจากหนังสือพิมพ์บางฉบับที่ระบุว่า ผลการชันสูตรศพที่ออกมาแสดงให้เห็นว่า การเสียชีวิตของนายเอกยุทธ มิใช่เป็นการฆ่าชิงทรัพย์ธรรมดาทั่วไป แต่หากการเสียชีวิตครั้งนี้ เป็นการฆาตกรรม ที่ดำเนินการโดยทีมฆ่ามืออาชีพ ซึ่งได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี และชำนาญในการฆาตกรรมอำพรางอย่างยิ่ง


         
ประกอบกับรายงานของสำนักข่าวอิศราที่เคยรายงานข้อมูลสำคัญจากนายตำรวจยศ "พ.ต.อ." รายหนึ่ง ซึ่งมีข้อสังเกตเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมอำพรางครั้งนี้ว่า ทีมฆ่าทีมนี้น่าจะมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 4 ทีม โดยคนในแต่ละทีมอาจไม่รู้ว่าทีมอื่น ๆ มีใครบ้าง ทีมที่ว่านี้จะแยกออกเป็นทีมสังหาร ทีมอำพรางหรือเก็บกวาดหลักฐาน ทีมทำลายศพ ทีมแกะรอยนายเอกยุทธเพื่อบงการวางแผนฆ่า ในแผนเดิมนั้น นายบอล (คนขับรถ) น่าจะต้องตายตั้งแต่แรก ไม่ได้มีชีวิตอยู่จนถึงวันนี้ แต่เกิดเหตุผิดพลาดขึ้น เพราะเขาไม่รู้กัน นายบอลถูกเปิดเผยต่อสื่อมวลชนในฐานะผู้ต้องสงสัยไปก่อน ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่ามีนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่รายหนึ่ง หัวเสียมากกับการให้ข่าวเช่นนี้ สิ่งที่ยืนยันได้ก็คือ คำให้การที่ไม่เป็นเหตุเป็นผล ขัดแย้งกันไปมาระหว่างนายเบิ้มและนายบอล และนายบอลก็ไม่คิดเช่นกัน ว่าตัวเองจะต้องกลายมาเป็นผู้ต้องหาและไม่รู้ด้วยว่าตัวเองต้องถูกฆ่าตั้งแต่แรก และตอนนี้ก็ถูกหลอกขอให้จำยอมไปก่อน

ซึ่งมีความสอดคล้องกับคำพูดของนายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความเอกยุทธ ที่เคยออกมาให้สัมภาษณ์ว่า เชื่อว่าคดีนี้มีการจ้างวานฆ่านายเอกยุทธอย่างแน่นอน เนื่องจากพ่อของนายสันติภาพ ยอมรับว่าได้รับการว่าจ้างเป็นเงินสด 2 ล้านบาท ซึ่งได้ติดต่อขอคืนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว ตนไม่เชื่อว่าคนอย่างนายสันติภาพจะสามารถไตร่ตรองแผนการฆ่าเอกยุทธได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอนเช่นนี้ ตนยืนยันว่านี่คือการจัดฉากฆ่า แต่ตำรวจกลับกำลังพยายามเบี่ยงเบนประเด็นและเร่งรีบปิดคดีเป็นการฆ่าชิงทรัพย์

ต่อมา เดือนตุลาคม 2556 นายสันติภาพ ได้กลับคำให้การอีกครั้งโดยบอกว่าเขาไม่ได้ลงมือฆ่า นายเอกยุทธ อัญชันบุตร แต่อย่างใด แต่มีทีมสังหารเป็น กลุ่มคนมีสีจำนวน 4 คน เป็นผู้ลงมือฆ่า ตนเป็นเพียงผู้ชี้เป้า โดยทีมสังหารได้ลงมือฆ่านายเอกยุทธตั้งแต่อยู่ภายในบ้านพักย่านทาวน์อินทาวน์ หลังจากที่อุ้มนายเอกยุทธมาจากร้านอาหาร โดยชนวนการอุ้มมาจากเรื่องกลุ่มสังหารต้องการบังคับเอา "ฮาร์ดดิสก์" ซึ่งเป็นความลับที่สำคัญที่เอกยุทธมีอยู่ ซึ่งทีมสังหารไม่ได้ตั้งใจจะฆ่านายเอกยุทธที่บ้าน แค่ต้องการสั่งสอน แต่ลงมือแรงไป ทำให้แผนที่จะอุ้มไปฆ่าที่อื่นต้องล้มเหลว จึงต้องเปลี่ยนแผนใหม่ เอาศพไปทิ้งที่พัทลุง

แต่อย่างไรก็ตาม ศาลก็ได้อ่านคำพิพากษาประหารชีวิตนายบอล แต่เห็นว่าให้การเป็นประโยชน์ จึงลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------
อีกหนึ่งคดี ที่ ร.ต.อ. ณัฏฐ์ ชลนิธิวณิชย์ หัวหน้าตำรวจตระเวนชายแดน(ตชด.) ได้ไปเรียกค่าไถ่โดยวิธีการจับกุมผู้บริสุทธิ์แล้วยัดข้อหาว่ามียาเสพติดไว้ในครอบครอง จากนั้นบังคับให้เหยื่อรับสารภาพ หากไม่รับก็จะใช้วิธีการทรมานร่างกาย จนกระทั่งเหยื่อทนความเจ็บปวดไม่ไหว จึงต้องกลายเป็นแพะรับบาปยอมรับสารภาพในที่สุด โดย ร.ต.อ.ณัฏฐ์ ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 พร้อมกับตำรวจในสังกัดรวม 13 นาย และพลเรือนอีก 4 ราย ซึ่งถูกตั้ง 5 ข้อหาหนัก


1.ปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธปืน
2.ร่วมกันบุกรุกในเคหะสถานโดยใช้กำลังประทุษร้ายมีอาวุธตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป
3.ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด โดยใช้อาวุธทำให้กลัวว่าจะได้รับอันตรายต่อร่างกาย
4.หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น
5.ซ่องโจรเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่เอาเด็กต่ำกว่า 15 ปีไปขู่เข็ญใช้กำลังประทุษร้าย

สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเปิดเผยว่า ร.ต.อ.ณัฎฐ์ พร้อมพวก มีการนำผลงานมาเบิกเงินค่านำจับในคดียาเสพติด 209 คดี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการจับกุมผู้ต้องหาที่กำลังมีปัญหาอยู่ในปัจจุบัน โดยคดีดังกล่าวมีการร้องเรียนเป็นจำนวนมาก และเงินที่ ร.ต.อ.ณัฎฐ์ กับพรรคพวกเบิกไปนั้นคดีละไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท และมีการตรวจสอบพบว่าชุดการจับกุมของ ร.ต.อ.ณัฎฐ์ ปลอมแปลงลายเซ็น พร้อมกับแอบอ้างชื่อผู้บังคับบัญชา ระดับรองผู้บัญชาการ รองผู้บังคับการ ไปจนถึงผู้กำกับ โดยการนำชื่อนายตำรวจเหล่านี่มาใส่ในบันทึกการจับกุมว่ามีส่วนร่วมในการจับกุมทุกครั้ง

สำหรับทุกคดี ก็เป็นบทเรียนให้ได้รู้ ได้เห็นว่าท้ายสุดเป็นถึงคนมียศ มีสีก็ไม่พ้นคุกอยู่ดี

เรียบเรียงโดย...ธิดารัตน์


ติดตามข่าวสารทาง Line


เรียบเรียงโดย
ธิดารัตน์ พูลศิริ


HASTAG :

ติดตามข่าวอื่นๆ