เปิดประวัติ "พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา" มือขวาพล.อ.ประยุทธ์

ภายหลังจากที่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ์  บดินทรเทพยวรางกูร  มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า  โดยที่คณะองคมนตรีได้กราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่งองคมนตรีและมีพระราชดำริเห็นเป็นการสมควรแต่งตั้งองคมนตรี จำนวน 10 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มี พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งในครั้งนี้ตามที่รายงานไปแล้วนั้น

ซึ่งถ้าหากพูดถึง พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมแล้วนั้น ประชาชนคนไทยก็คงจะรับรู้ถึงฝีม้ายลายมือเป็นอย่างดี ว่าเป็นรัฐมนตรีคู่บุญกับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาแต่งแต่ การปฏิวัติ ที่คสช.เข้ามาควบคุมอำนาจ

โดยพล.อ.ไพบูลย์ นั้นก็ร่วมเป็นคณะกรรมการ คสช.พร้อมทั้งดูแลด้านกฎหมายของคสช. ที่ถือเป็นภารกิจงานที่สำคัญอย่างยิ่งในการบังคับใช้กฎหมายในการเอาผิดกับกลุ่มคนที่อยู่ในรัฐบาลที่ผ่านแล้ว พบการกระทำความผิดทั้งการทุจริต คอรัปชั่น ผู้มีอิทธิพล มาเฟีย อั้งยี่ ซ่องโจร การจาบจ้วงจ้องล้มล้างสถาบันฯ การปลุกระดมเพื่อต่อต้านคสช.  ซึ่งผลงานก็โดดเด่นเข้าตา จนได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

สำหรับพล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา เกิดเมื่อวันที่  21 มิถุนายน พ.ศ. 2498  ปัจจุบันอายุ 61 ปี เป็นชาวอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นบุตรของนายลออ คุ้มฉายา กับนางจันทร์ คุ้มฉายา สมรสกับนางพจนี คุ้มฉายา จบการศึกษาระดับมัธยมจาก โรงเรียนอู่ทอง เข้าเรียนในโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่น 15และโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่น 26 รุ่นเดียวกับพลตำรวจเอก สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, พลเอก ปรีชา จันทร์โอชา อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม

สำหรับประวัติ พล.อ.ไพบูลย์ เข้ารับตำแหน่งหน้าที่เคยดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ , ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ , แม่ทัพภาคที่ 1 , ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ,

รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด , หัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของ คสช.และสมาชิกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ  ต่อมาเมื่อวันที่ 2 ธ.ค.2558 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และยังได้รับการแต่งตั้งเป็นราชองครักษ์พิเศษวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2558 จนถึงปัจจุบันอีกด้วย

ด้วยบุคลิกที่เป็นคนตรง เด็ดเดี่ยวและมุ่งมั่นในการทำงาน เรื่องที่ได้รับมอบหมายและดำเนินการส่วนมากจะเป็นเรื่องที่คั่งค้างและไม่มีหน่วยงานใดกล้าทำ

อย่างเช่นประเด็นร้อนอย่างการถอดยศ พ.ต.ท.ของนายทักษิณ ชินวัตร  ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้เป็นเรื่องที่คั่งค้างกันหมายหลายรัฐบาล และส่วนมากจะถูกนำมาเป็นประเด็นทางการเมืองของทุกพรรครัฐบาล มาโดยตลอด แต่พอมายุครัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ก็มีการหยิบเรื่องนี้มาพิจารณา และก็เป็นพล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ที่เป็นผู้จัดการเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คณะกรรมการกฤษฎีกา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

จนสุดท้ายมีความเห็นว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติสามารถที่จะถอดยศ พ.ต.ท. ของนายทักษิณ ชินวัตร ได้จึงมีมติส่งเรื่องให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ในการถอดยศของนายทักษิณอีกด้วย ซึ่งเรื่องนี้เป็นการส่งผลสะเทือนถึงตัว นายทักษิณ ชินวัตร และกลุ่มคนที่สนับสนุนเป็นอย่างมาก

 

แต่ประเด็นที่เป็นภารกิจใหญ่ทีคนไทยทั้งชาติต่างแซ่ซ้อง ในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับการสั่งการให้ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ดำเนินการอย่างจริงจังในการปราบปรามกลุ่มบุคคลที่ จาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมีแนวคิดในการล้มล้างสถาบันฯ ที่ดำเนินการที่หลบหนีอยู่ต่างประเทศ พบเป็นจำนวนมาก

โดยนายกรัฐมนตรีจึงได้ตั้งคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาคดีความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ที่มีพล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา เป็นประธาน มีการตั้งตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาร่วมเป็นคณะกรรมการ กับหน้าที่ที่มีการทำงานทั้งการติดต่อประสานผ่านช่องทางระหว่างประเทศ ,ผ่านตำรวจนานาชาติ เพื่อทำความเข้าใจกฎหมายของไทยในการขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน และการดำเนินการประสานงานผู้ให้บริการโซเชียล ออนไลน์ ในการขอความร่วมมือปิดกั้นและยับยั้งการกระทำความผิด

 

ถือว่าเป็นการทำงานอย่างจริงจัง เด็ดขาด แม้จะเป็นเรื่องยากที่จะทำความเข้าใจกับต่างชาติ เกี่ยวกับกฎหมายของไทย แต่พล.อ.ไพบูลย์ ก็ยังย้ำด้วยหัวใจว่า ถ้าเป็นเรื่องปกป้องสถาบันแล้ว ผมจะทำด้วยหัวใจ เราต้องปกป้องสถาบัน

 

 

 


และอีกหนึ่งเรื่องใหญ่ที่ส่งสะเทือนเลือนลั่น คือการจัดการความชัดเจนในสถาบันศาสนา ซึ่งยังมีความคลุมเครือทั้งเรื่องการเสนอแต่งตั้งพระสังฆราชพระองค์ใหม่

ซึ่งโดยลำดับคือสมเด็จพระมหามังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง  แต่ก็มีผู้เรียกร้องให้ตรวจสอบ กรณีการถือครองรถยนต์โบราณ ที่พบว่ามีการนำเข้าโดยผิดกฎหมาย และถ้าหากตั้งไปแล้วถ้าพบมีความผิดจริงก็จะไม่สง่างาม

และเมื่อพล.อ.ไพบูลย์ สั่งการให้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ดำเนินคดีให้เกิดความถูกต้องที่สุด จนเกิดแรงต่อต้านจากพระสงฆ์สายภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และทำหนังสือเสนอให้ปลด  แต่ท่านก็สั่งการให้เจ้าหน้าที่เดินหน้าต่อให้ถึงที่สุดเพื่อความชัดเจน

อีกคดีที่เกี่ยวข้องกับวงการสงฆ์ คือการดำเนินการตามกฎหมายจากคดี บุคคลร่วมคิด ฟอกเงิน และรับของโจร เกี่ยวข้องกับเงินสหกรณ์เครดิตยูเนียน คลองจั่น  ซึ่งอัยการสูงสุดมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหารวมถึงพระธัมมชโย ด้วย  เรื่องนี้เป็นเป็นตัวชี้วัดของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เลยก็ว่าได้ ว่าจะกล้าจัดการเอาผิดกับพระธัมมชโย อย่างจริงจังหรือไม่

และอีกตำแหน่งของ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ที่นั่งเป็นประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอ.ตช.) ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการติดตามดำเนินการเอาผิดกับข้าราชการ ที่กระทำทุจริตคอรั่ปชั่น จนส่งรายชื่อข้าราชการ ให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้าคสช. ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ดำเนินการเอาผิดกับบุคคลที่กระทำทุจริตคอรัปชั่นนั้นแล้ว  รวมถึงการเดินหน้าเอาผิดกับข้าราชการ เอกชน ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งก็มีมากกว่า 6,000 ราย

ซึ่งจากผลงานที่เราไล่เรียงมานี้ ก็คงไม่แปลกอะไรที่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ที่จะมีความสำคัญ ถือเป็นมือขวาของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. ทั้งในช่วงที่ยังไม่มีรัฐบาล และช่วงที่เป็นรัฐบาลแล้ว ก็ล้วนแต่ได้รับภารกิจที่ยาก หนัก และโหดทุกงาน แต่ก็สามารถทำออกมาได้ดี

จนผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่ผ่านทางนิด้าโพล ที่สำรวจความคิดเห็นของประชาชนจากการบริหารประเทศในรอบ 2 ปี ของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2559 ก่อนวันที่รัฐบาลจะมีการแถลงผลงานครบรอบ 2 ปี  ก็ปรากฏว่า คะแนนนิยมของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีสอบผ่าน  ซึ่งก็มีชื่อของพล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ติดอันอับ 5 ซึ่งเป็นรัฐมนตรีที่ประชาชนชื่นชอบ อีกด้วย

 

เรียบเรียงโดย : วัสดา สำนักข่าวทีนิวส์


ติดตามข่าวสารทาง Line



ติดตามข่าวการเมือง


เรียบเรียงโดย
วัสดา แสงทิพย์


HASTAG : ถอดยศทักษิณ  องคมนตรี  กระทรวงยุติธรรม  มาตรา112  ไพบูลย์ คุ้มฉายา 

ติดตามข่าวอื่นๆ