“โลกที่เปลี่ยนไปตลอดรัชกาลที่ ๙ ” เจ็ดทศวรรษบูรพาภิวัตน์ รัฐบุรุษโลก "เอนก เหล่าธรรมทัศน์"

       การถ่ายทอดสดจากสหประชาชาติเมื่อคืนวันที่ 28 ตุลาคม ทำให้หัวใจคนไทยพองโต ทุกมุมโลกสรรเสริญพระเจ้าอยู่หัวของเราเป็น Statesman สำคัญของโลก สิ่งท่ีพระองค์ทรงคิดและทำเพื่อพสกนิกรนั้น ช่างเป็นที่รับรู้ ชื่นชม และยกย่องอย่างจริงใจจากทุกทวีป ทุกมุมโลก รวมทั้งจากสหรัฐอเมริกา ดินแดนที่สหประชาชาติไปตั้งสำนักงานใหญ่อยู่

 

       ผมตระหนักขึ้นเรื่อยๆ ครับว่ารัชสมัยที่ยืนนานเจ็ดสิบปีและเพิ่งจะจบลงนั้น ดูจะสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของโลกได้ชัดเจน น่าจะยิ่งกว่ารัชสมัยของกษัตริย์พระองค์ใดในโลก หรือ น่าจะยิ่งกว่าสมัยดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีหรือนายกรัฐมนตรีของชาติใด ความที่ยาวนานเป็นพิเศษและเริ่มต้นตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลกทีเดียว

 

       เมื่อพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงขึ้นครองราชย์นั้น สหประชาชาติเองเพิ่งมีอายุไม่กี่เดือน ไทยเข้าเป็นสมาชิกอันดับที่ 55 โปรดทราบครับ ประเทศเอเชียรวมทั้งเพื่อนบ้านของเราทั้งหมด และประเทศอัฟริกาและละตินอเมริกาส่วนใหญ่ ยังไม่ได้รับเอกราชและเหตุนี้จึงยังไม่ได้เข้าสหประชาชาติ เมื่อพระเจ้าอยู่หัวของเราขึ้นครองราชย์นั้น ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาคือ แฮรี ทรูแมน กษัตริย์อังกฤษขณะนั้นยังเป็นคิงจอร์ชที่ 6 พระราชบิดาของควีนองค์ปัจจุบัน ส่วนนายกรัฐมนตรีของอังกฤษคือ คลีเมนต์ แอทลี ผู้นำโซเวียตเวลานั้นคือสตาลิน สงครามจีนรบจีนระหว่างเหมาเจ๋อตงกับเจียงไคเช็คยังไม่ยุติ

 

       ในปี 2489 ที่เริ่มปีที่หนึ่งของรัชกาลนั้น สหรัฐเป็นมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งของโลกแล้ว เป็นชาติเดียวที่มีระเบิดปรมาณู ขนาดของเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของโลกเช่นกัน ใหญ่แค่ไหน ใหญ่เป็นครึ่งหนึ่งของเศรษฐกิจโลกทีเดียว

 

       ต้นรัชกาลที่ 9 นั้น จะตรงกับการเริ่ม "สงครามเย็น"ในระดับโลกพอดี ต้นรัชกาลไม่กี่ปีแรกนั้นเป็นช่วงเวลาที่ไทยพยายามจะเอาตัวรอดให้ได้จากการเข้าสู่สงครามโลก "ผิดฝ่าย" คือไปสู้รบกับอังกฤษฝรั่งเศสและอเมริกาเสียนาน ยุทธศาสตร์ของไทยขณะนั้นคือโผเข้าสู่อ้อมกอดของสหรัฐ ชาติที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมาแทนอังกฤษ ซึ่งสหรัฐก็ช่วยไทยเอาไว้พอสมควรจากเงื้อมมือของอังกฤษและฝรั่งเศส ความที่สหรัฐเป็นหัวหน้าค่ายเสรี และความที่ไทยเองนั้นก็กลัวคอมมิวนิสต์มาแต่ต้น ทำให้ไทยเข้าสู่สงครามเย็นในฝ่ายสหรัฐ และความที่ไทยนั้นไม่คิดว่าตนเป็นดังเช่นชาติ "ตะวันออก" อื่นๆ ที่มักเป็นเมืองขึ้นฝรั่ง จึงไม่ถนัดใจที่จะเป็นพันธมิตรกับกลุ่ม"ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด" ซึ่งสมาชิกส่วนมากก็เพิ่งพ้นจากการเป็นเมืองขึ้นของฝรั่ง"ตะวันตก" กลุ่มนี้จะพยายามรักษาความเป็นกลางในความขัดแย้งระหว่าง"ค่ายเสรี" ที่สหรัฐเป็นผู้นำ และค่าย "สังคมนิยม" ที่มีโซเวียตเป็นหัวหน้า

       สงครามเย็นในเอเชียนำมาสู่สงครามเกาหลีในปี 2493 ระหว่างสหรัฐกับจีนต่อด้วยสงคราม "เดียนเบียนฟู" ระหว่างฝรั่งเศสกับเวียดนามในปี 2497 และต่อด้วยสงครามในเวียดนาม ลาว และเขมร ตราบจนนิกสันและคิสซิงเจอร์บินไปเยือนจีนในปี 2515 นำมาสู่จุดพลิกผันใหญ่ในทางยุทธศาสตร์ คือสหรัฐข้ามขั้วไปดึงจีนมาร่วมต้านทานโซเวียตในระดับโลกได้

 

       ความ"สำเร็จ"ของไทยในยุคสงครามเย็นคือรับความช่วยเหลือจำนวนมากจากสหรัฐในหลายๆทางรวมทั้งทางเศรษฐกิจ ผ่านการใช้จ่ายของฐานทัพสหรัฐและทหารสหรัฐหลายหมื่นคนทั่วประเทศ และแม้แต่การสร้างถนนหลวงเข้าไปสู่ภาคอีสานนั้นก็ได้รับเงินค่าก่อสร้างจากสหรัฐ แต่ ประเด็นคือ ไทยก็ไม่ได้เข้าสู่สงครามอย่างเต็มตัวและโจ่งแจ้ง ไม่เสียหายจากสงครามอย่างที่เวียดนามลาวเขมรได้รับหลายสิบปีต่อเนื่อง สันติภาพอันยาวนานจากปี 2489 จนถึงปี 2514 อันเป็นปีที่เราเฉลิมฉลอง 25 ปีแห่งรัชสมัย ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยที่รับการลงทุนจำนวนมากจากญี่ปุ่นอเมริกาและประเทศตะวันตกอื่นๆ พัฒนาล้ำหน้าเพื่อนบ้านไปมากโข

 

       จากปี 2515 อันเป็นปีที่นิกสันไปเยือนจีน จนถึงปี 2523 ที่จีนทำสงครามสั่งสอนเวียดนาม และเข้ามาสนับสนุนเขมรแดงทางการทหารผ่านไทยไปกัมพูชานั้น คือช่วงเวลาที่ไทยพลิกกลับมาเป็นมิตรกับจีนที่เคยเป็นศัตรูกันได้สำเร็จ สงครามในกัมพูชามาสิ้นสุดใน ปี 2531-32 ประเทศไทยพ้นจากภัยสงครามเย็นเด็ดขาดในช่วงนั้นเองในระดับโลกนี่คือช่วงที่ "กำแพงเบอร์ลิน" ล่ม ตามด้วยโซเวียตล่ม ซึ่งส่งผลต่อ มายังระดับภูมิภาค คือเวียดนามถอนทัพออกจากกัมพูชาในที่สุด

 

       เป็นอันว่า ภายในสี่ทศวรรษของรัชสมัย โลกก็เปลี่ยนไปสู่ยุค"โลกาภิวัตน์ " ในความหมายที่ว่าโลกทั้งใบกลับกลายเป็นค่ายเดียวกันหมด มีสหรัฐเป็นมหาอำนาจสูงสุดแต่ชาติเดียว

 

       ตลอดรัชกาลอันยาวนาน พระเจ้าอยู่หัวเสด็จเยือนประเทศเพื่อนบ้าน เยือนสหรัฐอเมริกา เยือนยุโรป เพื่อสร้างความสมัครสมานสามัคคีกับบรรดามิตรประเทศและพันธมิตรทั้งหลาย ในช่วงปี 2522-2532 ยังได้เห็นพระองค์ท่านทรงต้อนรับเติ้งเสี่ยวผิง เย่เจี้ยนอิง และหลี่เซียนเนี่ยน ที่เดินทางมาเยือนไทย หลายครั้งทีเดียวที่เราได้เห็นพระเจ้าอยู่หัวเสด็จประคองผู้นำวัยแปดสิบของจีนเหล่านั้นขึ้นลงบันใดเครื่องบิน ซึ่งจีนขณะนั้น อย่าลืม กำลังสาละวนอยู่กับการทูตที่จะอาศัยไทยนำพาอาเซียนไปต้านเวียดนามให้หยุดอยู่แค่ชายแดนไทยเท่านั้น


       ในช่วงสิบปีสุดท้ายของรัชกาล โลกที่เปลี่ยนมามากหกสิบปีแล้ว ได้เปลี่ยนต่อไปอีก มากขึ้นอีก น่าอัศจรรย์ยิ่งขึ้นอีก กล่าวคือ "ตะวันตก" ทั้งมวลรวมทั้งสหรัฐนั้น แม้ว่ายังเป็นผู้นำของโลก แต่จีนและ "ตะวันออก" หลายชาติในหลายทวีปเติบใหญ่เข้มแข็งรุ่งเรืองขึ้นมา ผมเรียกโลกยุคนี้ว่ามี "บูรพาภิวัตน์" หมายถึงด้าน"ตะวันออก" ของโลกพัฒนาขึ้นมารวดเร็วมาก สามารถเทียบเคียงหรือท้าทายกับ "ตะวันตก" และญี่ปุ่นได้ไม่น้อยทีเดียว

 

       โลกประมาณสิบปีมานี้ไม่ได้อยู่ใต้การครอบงำหรือบงการของ "ตะวันตก" แต่ฝ่ายเดียวอีกแล้ว เมื่อต้นรัชสมัยนั้น ไม่ว่าค่าย "เสรี" หรือค่าย "สังคมนิยม" ก็ล้วนมีฝรั่งหรือตะวันตกเป็นผู้นำทั้งสิ้น ส่วน "ตะวันออก" นั้นล้วนยากจนล้าหลังอดอยากไม่น้อย เป็นเพียงผู้ตาม ลูกศิษย์ ลูกไล่ หรือ บริษัท บริวาร เท่านั้น

 

       ในรัชกาลของพระเจ้าอยู่หัวที่เพิ่งจะสิ้นสุดลงนั้น "สงครามเย็น" ได้สิ้นสุดไป การผูกขาดครอบงำโลกจากชาติอำนาจ "ตะวันตก" ได้ลดลงไปมาก "ตะวันออก" เข้มแข็งรุ่งเรืองร่ำรวยขึ้น "ตะวันตก"และ "ตะวันออก" มีศักดิ์ศรีทัดเทียมกันมากขึ้น ผสมกลมกลืนและเรียนรู้จากกันและกันได้มากขึ้น โปรดสังเกตว่าพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศของเรานั้น แม้เป็นพระประมุขของโลก "ตะวันออก" ก็ทรงได้รับการสรรเสริญยกย่องไม่น้อยกว่าประมุขหรือผู้นำของ "ตะวันตก"

 

       ภาพสะท้อนของโลกเราที่เปลี่ยนไปมากมายจากการมองผ่านรัชสมัยอันยาวนานเป็นพิเศษของพระเจ้าอยู่หัวของเรานั้น ยากมากที่จะเอาไปเทียบกับยุคสมัยของประมุขหรือผู้นำหรือพระมหากษัตริย์พระองค์ใดในโลกได้ ถ้าพอจะเทียบได้อาจเป็นควีนอลิซาเบทของอังกฤษซึ่งรัชสมัยอันยาวนานของพระองค์เป็นประจักษ์พยานอันยิ่งใหญ่ของการเปลี่ยนสหราชอาณาจักรจากมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกไปเป็นมหาอำนาจอันดับห้าหรือหกของโลกอย่างสงบสันติ พสกนิกรยังมีความสุข และความพอใจในชีวิตของตนและชีวิตประเทศที่เปลี่ยนไปมหาศาลเช่นกัน

 

       ส่วนเจ็ดสิบปีของรัชกาลที่ 9 นั้น คือประจักษ์พยานของประเทศตะวันออกที่ค่อนข้างยากจนและล้าหลังแต่รักษาเอกราชไว้ได้ตลอดสองร้อยปีที่ฝรั่งล่าเมืองขึ้นทั่วโลก ได้แปรเปลี่ยนมาเป็นประเทศสำคัญของเอเชีย ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและศูนย์กลางลอจิสติกส์ของอาเซียน และอาเซียนที่ไทยมีส่วนสำคัญในการสร้างขึ้นมา ก็ได้กลายเป็นภูมิภาคที่สำคัญของโลก เชื่อมโยงเข้ากับจีนและอินเดีย สองมหาอำนาจใหม่ทางเศรษฐกิจของโลกได้ง่ายดาย

 

       ที่สำคัญยิ่งอีกอย่างคือในตอนท้ายสุด คือทศวรรษที่เจ็ด ของรัชสมัย ไทยมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกมหาอำนาจไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ จีน ญี่ปุ่น ยุโรป และรัสเซีย ก็ตาม

 

 

เรียบเรียงโดย : ศิริพงศ์ สำนักข่าวทีนิวส์

ขอบคุณข้อมูล : Fb เอนก เหล่าธรรมทัศน์ AnekLaothamatas

ขอบคุณภาพ : http://www.rsutv.tv/news


ติดตามข่าวสารทาง Line


เรียบเรียงโดย
ศิริพงษ์ หนูแก้ว


HASTAG : วีรชัย พลาศรัย  รัชกาลที่ ๙  สงครามเย็น  สงครามเกาหลี  โลกาภิวัฒน์  ยูเอ็น 

ติดตามข่าวอื่นๆ