วัฒนาซัดรัฐทำข้าวราคาตก ยังหน้ามืดชูจำนำข้าวช่วยชาวนา ทั้งที่ผลาญเงินชาติกว่า 5 แสนล้าน (รายละเอียด)

เงียบหายไประยะหนึ่งในช่วงที่ประเทศอยู่ในภาวะเศร้าโศก หลังพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 13  ต.ค. ที่ผ่านมา  แต่ล่าสุดนายวัฒนา  เมืองสุข  อดีตส.ส.เพื่อไทย    ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กโจมตีรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อีกระลอก โดยอ้างว่า ได้ติดตามราคาข้าวเปลือกของฤดูกาลผลิต 2559/2560 ซึ่งจะมีปริมาณข้าวออกสู่ตลาดในช่วง 2-3 เดือนนี้ประมาณ 22-25 ล้านตัน ราคาข้าวเปลือกเจ้าและหอมมะลิเหลือตันละ 5-6,000 บาท เท่านั้น และการยกเลิกนโยบายรับจำนำข้าวมีส่วนสำคัญทำให้ชาวนาได้รับความเดือดร้อน เพราะ   “ จากที่ชาวนาเคยขายได้ในราคาตันละ  15,000-20,000 บาท   ตามนโยบายการแทรกแซงตลาดของพรรคเพื่อไทย ทำให้ชาวนาต้องขาดทุนเพราะต้นทุนการผลิตตกตันละประมาณ 10,000 บาท  เป็นผลให้เงินของชาวนาหายไปประมาณ 250,000 ล้านบาท  เงินจำนวนนี้จะเข้าไปหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคอีกหลายรอบทำให้กำลังซื้อหายไปไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านล้านบาท จึงไม่ต้องสงสัยว่าเหตุใดเศรษฐกิจของไทยจึงแย่และไม่มีทางจะฟื้นตัว”

 

นอกจากนี้ นายวัฒนายังกล่าวหาว่า รัฐบาลปัจจุบันนำเอานโยบายรับจำข้าวมาใช้เป็นเครื่องมือทำลายพรรคเพื่อไทย  “ นอกจากการทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามแล้ว รัฐบาลยังปิดหูปิดตาประชาชนโดยรองนายกฝ่ายเศรษฐกิจแสดงความโกรธเกรี้ยวผู้ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เศรษฐกิจไทยที่กำลังแย่ อ้างว่าประเทศไทยอยู่ในช่วงเศร้าโศกและอ่อนไหวไม่ควรใช้จังหวะนี้ออกมาพูด แต่รัฐบาลกลับออกมาโฆษณาชวนเชื่อสร้างความสับสนให้ประชาชนได้แทบทุกวัน ที่แย่ไปกว่านั้นคือการอ้างกฎหมายจัดการกับคนที่ไม่มีทางสู้ กรณีหัวหน้ารัฐบาลออกคำสั่งทางปกครองเรียกร้องให้นายกยิ่งลักษณ์ชำระค่าเสียหายจากการดำเนินนโยบายช่วยเหลือชาวนา แต่นิรโทษกรรมตัวเองและพรรคพวกไม่ต้องรับผิดชอบไว้ล่วงหน้า ครั้นพอมีชาวนาเห็นใจจะบริจาคเงินช่วยเหลือนายกยิ่งลักษณ์ที่ถูกดำเนินคดีโดยไม่เป็นธรรม”

 

แน่นอนว่าประเด็นหลักที่นายวัฒนาสอดแทรกมาโดยตลอด ก็คือ  การโจมตีรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์  ว่ามีเป้าหมายทำลายล้างพรรคเพื่อไทย   ทั้งที่โดยข้อเท็จจริงนโยบายรับจำนำข้าวโดยรัฐบาลพรรคเพื่อไทยมีปัญหามาโดยตลอด    ทั้งเรื่องการทุจริตโดยการระบายข้าวจีทูจีผ่านบริษัทสยามอินดิก้า     และการใช้เงินงบประมาณแผ่นดินจนไม่อาจแบกรับภาระต่อไปได้    เพียงแต่นายวัฒนาเลือกจะนำเสนอในบางมุมของข้อเท็จจริงเพื่อปลุกเร้าให้ประชาชนเห็นว่าการดำเนินการทางกฎหมายกับผู้เกี่ยวข้องในนโยบายรับจำนำข้าวเป็นเรื่องการกลั่นแกล้งทางการเมือง 

วันที่  18  มิถุนายน   2556    ถือเป็นครั้งแรกที่รัฐบาล  น.ส.ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร  ยอมรับอย่างเป็นรูปธรรมว่า นโยบายจำนำข้าวทุกเมล็ดในราคา  15,000  บาทตามที่ประกาศเป็นนโยบายหาเสียงไม่อาจเดินหน้าต่อไปได้โดยผลกระทบหลาย ๆ  ด้าน 

 

โดยข้อมูลดังกล่าวถูกเปิดเผยจาก  นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น ระบุว่าที่ ประชุมคณะรัฐมนตรี  ได้รับทราบรายงานและมีมติยอมรับตัวเลขการขาดทุนตามหลักการคิดคำนวณของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว และมอบหมายให้คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ไปพิจารณาแนวทางการรับจำนำรอบใหม่  โดยนำข้อเสนอแนะของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช.  ไปพิจารณาคัดเลือกแนวทางการปรับลดราคารับจำนำ ในเบื้องต้นมี 3 แนวทางคือ

 

แนวทางที่1 การปรับราคาลงจากราคาปัจจุบัน 15-20%

 

แนวทางที่ 2 การใช้ราคาทุนการผลิตของเกษตรกรที่กระทรวงเกษตรฯคำนวณได้บวกกับกำไรที่เพิ่มขึ้นอีก 25%

 

และแนวทางที่ 3 ใช้ราคาตลาดและเพิ่มราคาให้อีก 10% รวมทั้งจำกัดวงเงินในการรับจำนำต่อครัวเรือนที่ 3-5 แสนบาท โดยระบุแนวทางการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวฤดูการผลิต 2556/57 (เริ่ม ต.ค.56) จะต้องขาดทุนไม่เกิน 7 หมื่นล้านบาท

 

ท้ายสุดเป็นอย่างที่ประชาชนคนไทยรับรู้  คือ  รัฐบาล  โดยคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร เป็นประธานคณะกรรมการก็ยอมเปลี่ยนแปลงคำมั่นผ่านนโยบายหาเสียง  โดยการปรับลดราคารับจำนำข้าวเปลือกตั้งแต่ฤดูกาลผลิตข้าวนาปรังปี 2556   ลดจาก 1.5 หมื่นบาทต่อตัน (ความชื้นไม่เกิน 15%) เหลือเพียง  1.2 หมื่นบาทต่อตัน และจำกัดวงเงินการนำข้าวเข้าสู่โครงการรับจำนำเหลือรายละไม่เกิน 5 แสนบาท  โดยอ้างว่า ราคา 1.2 หมื่นบาทต่อตันนี้  คำนวณต้นทุนการผลิตเฉลี่ยแล้วเกษตรกรมีต้นทุนประมาณ 8 พันบาทต่อตัน  เท่ากับชาวนายังคงมีกำไรจากการผลิตอีก 40%  และทั้งนี้การปรับลดราคาลงก็เพื่อรักษาวินัยทางการคลังไม่ให้โครงการขาดทุนเกินปีละ 1 แสนล้านบาทตามกรอบที่วางไว้

 

ข้อมูลดังกล่าวเป็นเพียงข้อเท็จจริงบางส่วนที่ทำให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นต่อพฤติการณ์ของนายวัฒนาว่ามีเจตนาโดยบริสุทธิ์ใจหรือไม่อย่างไร   และจริงหรือไม่ที่จะพูดเฉพาะบางมุมข้อดีของโครงการรับจำนำข้าว  ซึ่งท้ายสุดก็ไม่สามารถเดินหน้าได้ตลอดรอดฝั่ง

     

ล่าสุดเมื่อวันที่  22  เมษายน  2559    นายสุพัฒน์ เอี้ยวฉาย ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)  หนึ่งในพยานฝ่ายโจทก์คดีโครงการรับจำนำข้าว   ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 กรณีละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท

เบิกความต่อองค์คณะศาลฎีกาว่า  โครงการรับจำนำข้าวว่า มีการใช้เงินในโครงการรวม 5 ฤดูการผลิต จำนวน 878 แสนล้านบาทเศษ   ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวนี้ยังไม่รวมดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าดูแลคุณภาพข้าว  ซึ่งหากมีการรวมยอดปิดบัญชีจนถึง 30 ก.ย.57 โครงการจะมีวงเงินใช้จ่ายประมาณ 9 แสนล้านบาทเศษ

 

โดยพยานเป็นหนึ่งในอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการจำนำข้าวชุดที่ คสช.แต่งตั้ง โดยโครงการจำนำข้าวตามกรอบมติคณะรัฐมนตรี จำเลยใช้วงเงิน 4.1 แสนล้านบาท และเงินกู้ของ ธ.ก.ส. 9 หมื่นล้านบาท โดยในช่วง 2 ปีแรกของโครงการรับจำนำข้าว ใช้เงินในโครงการน้อยกว่ากรอบวงเงินที่ได้กำหนดไว้ แต่ต่อมาในช่วงปีหลัง ภายหลังมีการรับจำนำข้าวแบบต่อเนื่อง ก็มีความจำเป็นที่ต้องใช้แหล่งเงินกู้มากขึ้น และยังให้นำเงินระบายข้าวมาใช้หมุนเวียน ทำให้กรอบวงเงินการใช้โครงการสูงขึ้น

ขณะที่จากการตรวจสอบบัญชีหลังจากวันที่  31 มี.ค.59     ธ.ก.ส.ยังมีหนี้ค้างในโครงการอยู่ 536,000  ล้านบาทเศษ    คิดเป็นเฉพาะดอกเบี้ยวันละ 36  ล้านบาทเศษ  และยังคงเหลือข้าวของรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์   รอการระบายอีกประมาณ 12 ล้านตันเศษ    ซึ่งการระบายข้าวในโครงการรับจำนำข้าวได้น้อย    สาเหตุหลักมาจากราคาขายตามกลไกตลาดโลก และราคาที่รัฐบาลรับจำนำ  ซึ่งมีส่วนต่างจากราคาตลาดหรือคิดเป็นอัตราที่สูงกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ 

และนี่ก็คือ ความเสียหายภายใต้โครงการรับจำนำข้าว ของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย  ซึ่งหาโครงการรับจำนำข้าว 15,000 บาท ทุกเมล็ดดีจริงแล้ว รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะปรับลดราคารับจำนำและกำหนดปริมาณทำไม ซึ่งปัจจุบันนี้อดีตนายกก็กำลังเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทั้งคดีความอาญาและคดีความแพ่ง

ส่วนสถานการณ์ราคารับซื้อข้าว ณ วันที่ 27 ตุลาคม 2559 โดยกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์

ข้าวเปลือกเจ้า 5% นาปรัง ปีการผลิต 2559  

จ.ปทุมธานี ราคา 7,900 บาท /ตัน

จ.นครปฐม ราคา 7,700-8,000 บาท/ตัน

จ.พิษณุโลก ราคา 7,900-8,200 บาท/ตัน

ข้าวเปลือก หอมมะลิ ปีการผลิต 58-59

จ.กาฬสินธุ์ ราคา 10,500-11,500 บาท/ตัน

จ.อุดรธานี ราคา 9,900 – 12,000 บาท/ตัน

จ.สุรินทร์ ราคา 10,100-10,500 บาท/ตัน

ข้าวเปลือก ปทุมธานี นาปรัง ปีการผลิต 2559

จ.สุพรรณบุรี ราคา 8,700-8,900 บาท/ตัน

จ.ชัยนาท ราคา 9,000-9,200 บาท/ตัน

จ.อ่างทอง 9,100-9,300 บาท/ตัน


ถ้าหากเราย้อนดูมาตรการการช่วยเหลือชาวนา ของรัฐบาลที่ผ่านมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 22 มิ.ย.59 ได้ออกมาตรการ 4 โครงการ ให้ ธ.ก.ส.ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2559/60 จำนวน 3.7 ล้านราย วงเงินงบประมาณรวมกว่า 45,000 ล้านบาท

1.มาตรการดูแลหนี้สินเดิมผ่านโครงการพักชำระหนี้เงินต้นและลดดอกเบี้ยให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2559/60 เพื่อบรรเทาภาระหนี้สินและลดต้นทุนการประกอบอาชีพให้กับเกษตรกรรายย่อย ลูกค้า ธ.ก.ส.ที่มีหนี้เงินกู้เพื่อการผลิตข้าวไม่เกิน 500,000 บาท จำนวนประมาณ 2 ล้านราย

2.โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตของเกษตรกรรายย่อย มุ่งเน้นให้เกิดกระบวนการคิดวิเคราะห์ วางแผนการผลิตเพื่อเพิ่มรายได้และการใช้จ่ายอย่างเหมาะสม ธ.ก.ส.ดำเนินการร่วมกับศูนย์เรียนรู้ชุมชนต่างๆ เน้นการให้ความรู้ในการปรับเปลี่ยนการผลิตเพื่อเพิ่มรายได้จากการผลิตครบวงจรและการพัฒนาอาชีพเสริมตามแนวทาง “การตลาดนำการผลิต” ในรูปแบบเกษตรพันธะสัญญา (Contract Farming) มีการจัดการด้านการผลิตที่มีตลาดรองรับชัดเจน จำนวน 15,000 ราย เริ่มดำเนินการ 1 กรกฎาคม 2559 – 31 ธันวาคม 2560 ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 258 ล้านบาท

3.มาตรการรักษาเสถียรภาพการผลิตผ่านโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2559 เพื่อให้เกษตรกรทั่วไปและเกษตรกรลูกค้าของ ธ.ก.ส.ได้รับความคุ้มครองจากระบบประกันภัยเมื่อเกิดภัยธรรมชาติ 7 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย ฝนทิ้งช่วง ลมพายุ อากาศหนาว ลูกเห็บ และอัคคีภัย รวมทั้งภัยจากศัตรูพืชและโรคระบาด มีพื้นที่เป้าหมาย 30 ล้านไร่ โดยมีอัตราค่าเบี้ยประกันภัยเท่ากันทั่วประเทศอัตราไร่ละ 100 บาท รัฐบาลอุดหนุนไร่ละ 60 บาท เกษตรกรชำระไร่ละ 40 บาท สำหรับเกษตรกรที่เป็นลูกค้าของ ธ.ก.ส. ธ.ก.ส.จะอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยส่วนของเกษตรกรให้ทั้งหมด สำหรับงบประมาณค่าใช้จ่ายในส่วนของภาครัฐจำนวน 2,071 ล้านบาท

และ4.โครงการสนับสนุนต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2559/60 จำนวนประมาณ 3.7 ล้านราย โดยจะได้รับเงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท รายละไม่เกิน 10 ไร่ รวมงบประมาณของโครงการทั้งสิ้น 37,860 ล้านบาท โดย ครม.เห็นชอบในหลักการและกรอบวงเงินตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ทั้งนี้ให้กระทรวงการคลังกำหนดแนวทางปฏิบัติร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในรายละเอียดก่อนดำเนินการตามโครงการต่อไป

ซึ่งนายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้เผยว่า ธ.ก.ส.จะเร่งจ่ายเงินไร่ละ 1,000 บาท ให้เกษตรกรโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ทันฤดูการผลติข้าวรอบใหม่ โดยมีคณะกรรมการร่วมร่วมขับเคลื่อนโครงการให้มีขั้นตอนที่รัดกุมมากขึ้น

 

และล่าสุดเมื่อวันที่ 27 ก.ย.59 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติมาตรการส่งเสริมคุณภาพชีวิตเกษตรกรรายย่อย อัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่าน ธ.ก.ส. เพิ่มรายได้และบรรเทาภาระหนี้สิน โอนเงินเข้าบัญชีผู้มีรายได้น้อยโดยตรงรายละ 3,000 บาท ปรับปรุงโครงสร้าง-ลดภาระหนี้ และคืนดอกเบี้ยให้เกษตรกรที่มีวินัยดี

 

นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังได้เสนอมาตรการส่งเสริมคุณภาพชีวิตเกษตรกรรายย่อยเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โดยกระทรวงการคลังได้มอบหมายให้ ธ.ก.ส.ดำเนินการ 2 มาตรการหลัก คือ 1.มาตรการเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้มีรายได้น้อย ที่ลงทะเบียนในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐระหว่างวันที่ 15 กรกฎาคม – 15 สิงหาคม 2559 ที่ได้รับการตรวจสอบและรับรองจากหน่วยงานราชการแล้ว โดย ธ.ก.ส.จะโอนเงินเข้าบัญชีให้แก่เกษตรกรโดยตรง ให้แก่ผู้ที่ไม่มีรายได้หรือมีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปี จำนวน 3,000 บาทต่อคน มีเกษตรกรผู้มีสิทธิจำนวน 1.51 ล้านคน และผู้มีรายได้มากกว่า 30,000 บาทแต่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี จำนวน 1,500 บาทต่อคน มีเกษตรกรผู้มีสิทธิจำนวน 1.34 ล้านคน


ติดตามข่าวสารทาง Line



ติดตามข่าวการเมือง


เรียบเรียงโดย
วัสดา แสงทิพย์


HASTAG : ชาวนา  การเมือง  ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  วัฒนา เมืองสุข  เงิน  จำนำข้าว 

ติดตามข่าวอื่นๆ