"สนธิญาณ" ชี้! เส้นทางชีวิต "บิ๊กตู่" จากนี้น่าสนใจ จะนั่ง "นายกฯคนกลาง" แก้วิกฤติชาติเหมือน "ป๋าเปรม" เคยทำไว้หรือไม่ต้องจับตา?

รายการ ยุคลถามตรง สนธิญาณฟันธงตอบ ประจำวันที่26 สิงหาคม 2559 ออกอากาศทางช่อง ทีนิวส์ ดำเนินรายการโดย คุณยุคล วิเศษสังข์(หนึ่ง) ได้สัมภาษณ์คุณสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม (ต้อย) กรรมการผู้อำนวยการบริษัท ทีนิวส์ทีวี โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

สนธิญาณ : เมื่อวานก็เกิดปรากฏการณ์ปกติธรรมดาในทำเนียมของสังคมไทย แต่ถ้าในทางการเมืองเรียกว่า เป็นประเด็นการวิเคราะห์กันเรื่องใหญ่พอสมควร ก็คือการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เข้าคารวะ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี เนื่องในโอกาสครบรอบวันเกิด 94 ปี ต้องถือว่าสูงวัยอย่างยิ่ง


แต่ถ้าท่านผู้ชมได้เห็นการออกงานต่าง ๆ ของพล.อ.เปรมก็จะเห็นได้ชัดเจนว่า ท่านยังเดินตัวตรงแสดงให้เห็นถึงความแข็งแรงอันน่าถึงเป็นอย่างยิ่ง ท่านยังไปพูดไปบรรยายอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งหมายความว่าในห้วงวัยอายุ 94 ปี บรรยายได้แสดงว่า สติปัญญาสมองยังแจ่มชัดอยู่ ดังนั้นการขยับตัวหรือการพูดอะไรของ พล.อ.เปรม จะบอกว่าไม่มีความหมายไม่ได้นะครับ ทั้งในฐานะประธานองคมนตรี ในฐานะทหารเก่า ผมคิดว่าการขยับตัวแต่ละครั้งก็เหมือนกับที่สังคมว่ากัน จะมีนัยยะอะไรไหม ติดตามดูกันไหม จะเป็นแบบนั้นเสมอ ทีนี้เมื่อวานนี้ พล.อ.เปรมได้แสดงท่าทีอันชัดเจนว่า สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ พูดจาชัดเจนมากไม่ต้องตีความกันเลย แต่สนับสนุนอย่างไรนั้น ได้ในแง่กำลังใจน่าจะเป็นเท่านั้น เพราะในแง่ของอำนาจในทางการเมืองนั่นอยู่ที่ตัวของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ชัดเจนอยู่แล้ว ต้องถือว่าเป็นคนที่มีอำนาจสูงสุดอยู่ในขณะนี้ ในฐานะหัวหน้าคณะ คสช. ซึ่งยังถืออำนาจตามมาตรา 44 อยู่ สามารถที่จะดำเนินการจัดการอะไรได้ เมื่อเห็นว่าเป็นประเด็นปัญหา ผมคิดว่าชัดเจนครับ กลับไปดูเส้นทางทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.เปรมในนาทีนี้จะต้องเอามาดูมาศึกษา วิเคราะห์ ตอนที่พล.อ.เปรมเกษียณราชการ เมื่อปี พ.ศ.2524 ตอนอายุ 60 ปี พล.อ.ประยุทธ์เพิ่งเป็นนายทหารหนุ่มที่เพิ่งจบมา วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์อายุ 61 ปี ย่าง 62 ปี ส่วน พล.อ.เปรม 94 ปี แสดงว่าห่างกัน 32 ปี ก็กลับไปดูครับว่า วันที่พล.อ.เปรมอายุ 60 ปี ลบไป 32 ปี พล.อ.ประยุทธ์เพิ่งอายุ 28 ปี นะครับ เปรียบเทียบให้ดูว่ายังเป็นนายทหารหนุ่มอยู่ โอกาสที่จะได้ใกล้ชิดสนิทสนมกับ พล.อ.เปรมก็ไม่มีครับ เป็นเรื่องใหญ่มากที่นายทหารระดับร้อยเอกพันตรี จะมาใกล้ชิดกับ ผบ.ทบ. แปรสภาพให้เห็นเป็นแบบนั้น แต่วันนี้เส้นทางชีวิตทั้ง 2 คนน่าสนใจตรงที่จะต้องจับตามองว่า จะเดินไปในเส้นทางเดียวกันหรือไม่ พล.อ.เปรมท่านเป็นผู้บัญชาการทหารบกก้าวเข้าสู่เส้นทางทางการเมืองเข้าสู่การรับผิดชอบประเทศชาติ โดยในระยะเวลายาวนานถึง 8 ปี เป็นนายกรัฐมนตรี ที่เป็นคนกลางอยู่ภายใต้การสนับสนุนของ ส.ส. นั่นคืออดีตของท่านที่ผ่านมา นำพาประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤติมาได้อย่างน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ตรงที่ว่า ในยามนั้นวิกฤติของประเทศไม่ได้มีเฉพาะทางเรื่องเศรษฐกิจหรือการเมืองแบบในขณะนี้ แต่ตอนนั้นมีภัยของคอมมิวนิสต์ที่รุนแรงที่สุด พล.อ.เปรมใช้แนวคิดนโยบายใหม่คิดแบบใหม่จากประสบการณ์ที่ไปสัมผัสกับการต่อสู้ระหว่างคนไทยด้วยกันเองในภาคอีสานตอนที่ท่านเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 นำพามาสู่การใช้นโยบาย 66/23 นำมาประเทศจากความแตกแยกคืนกลับสู่ความสันติสุข คนไทยหันหน้าเข้ามาพูดคุยกันอีกครั้งหนึ่ง นำพาประเทศผ่านวิกฤติทางเศรษฐกิจที่รุนแรงถึง 2 ครั้งในปี 2524 และ 2528 เป็นที่ประจักษ์แจ้งว่า ถ้าไม่ใช่พล.อ.เปรมจะแก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้ยาก เพราะการตัดสินใจนั้นไม่ต้องไปตรึกตรองหรืออิงกับผลประโยชน์ใด ๆ กลับมาดูชีวิต พล.อ.ประยุทธ์ในวันนี้ต้องถือว่าคล้ายกันมาก แต่จะคล้ายกันมากยิ่งขึ้นก็ต้องจับตาดูว่าจะเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีคนกลางหรือไม่ แล้วถ้าเป็นแล้วเป็นได้จะเดินไปตามเส้นทาง พล.อ.เปรมหรือไม่ ตรงนี้น่าสนใจและอยากเรียนย้ำแบบนี้ว่า ที่พูดกันว่าเลือกไม่เลือกนี่ไม่ใช่สาระสำคัญหยุดถกเถียงเสียที โดยเฉพาะกระแสข่าวของฝั่งฝ่ายต่อต้านทักษิณกันเอง เพราะทางหนึ่งก็เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ก็เชียร์อวยกันไป อีกฝั่งหนึ่งก็เชียร์ คสช. ตอนนี้ก็โจมตีด่าว่ากันเองต้องพูดแบบนั้นนะครับ ซัดกันแบบแรง ๆ แบบนี้ เป็นเรื่องที่ผมเรียนนะครับว่า ใช้คำว่าไร้สาระ ก็คือไม่ได้อยู่ที่ใครเลือกใครเสนอ สาระสำคัญของนายกคนกลางและของรัฐบาลชุดต่อไปหากมาถึงคนกลางต้องได้รับเสียงส่วนใหญ่ของ ส.ส.สนับสนุน ถ้าไม่ใช่เสียงส่วนใหญ่ของ ส.ส.สนับสนุนก็อยู่ไม่ได้ เลือกมาได้แต่ทำอะไรไม่ได้ อยู่ไม่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมเรียนว่าไร้สาระโดยสิ้นเชิง จะมาเขียนว่าใครเสนอก็ไม่มีผลครับ ต้องดูว่าแล้วข้อเท็จจริงที่เสียงส่วนใหญ่ของ ส.ส. สนับสนุนแปลความไปให้ชัดเจนว่า ไม่พรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องพรรคเพื่อไทยสนับสนุน ไม่อย่างนั้นไปไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นไม่ต้องมาเถียงกัน ประกาศถ้าพรรคประชาธิปัตย์หรือพรรคเพื่อไทยประกาศชัดเลยว่าทั้งสองพรรคมีความเห็นรวมกันในการไม่เอารัฐมนตรีคนนอกก็จบทันทีครับ คุณไม่ต้องห่วงเวลาว่าจะมีนายกรัฐมนตรีคนกลาง ตอนนี้อนาคตของประเทศอยู่ในกำมือของท่านแล้ว ท่านจะมีตีสำนวนโวหารกันทำไม แค่พูดแค่นี้จบปิดประตู 99 เปอร์เซ็นต์สำหรับนายกรัฐมนตรีคนนอกที่ท่านห่วงใยกังวล ยังมีอีก 1 เปอร์เซ็นต์ให้เป็นช่องอยู่ ซึ่งอาจจะมี คนบอกว่าถ้าอย่างนั้นผมจะตั้งพรรคมาหนุน คสช. หนุนพล.อ.ประยุทธ์ แต่ไม่ใช่แบบคุณไพบูลย์ ซึ่งคุณไพบูลย์อาจจะเปิดประเด็นได้ บารมียังไม่พอผมเรียนแบบนั้น เมื่อเป็นแบบนี้ก็อาจจะทำให้คนที่มาลงประชามติ 15 ล้านคนคิดใหม่ได้ เราจะหนุน พล.อ.ประยุทธ์ไหม เราจะเทให้พรรคนี้ไหมซึ่งนั่นก็ไม่ได้ง่ายเพราะกลไกการเลือกตั้งการลงคะแนนเป็นอีกกลไกไม่เหมือนกับประชามติ แต่ก็เปิดช่องไว้ 1 เปอร์เซ็นต์ เพราะบ้านเมืองในยุคปัจจุบันกระแสข่าวเคลื่อนไหวรวดเร็วเปลี่ยนแปลง มีโอกาสทั้งนั้นที่ทำให้เกิดกระแสสะพัดการเปลี่ยนแปลง แลนด์สไลด์อะไรก็ตามแต่ มีโอกาสเป็นไปได้ก็ต้องดูกันไป


ติดตามข่าวสารทาง Line


เรียบเรียงโดย
นางสาวอัจจิมา วรรณโร


HASTAG : สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม 

ติดตามข่าวอื่นๆ