เปิดสมการ การเมืองปชป.จับมือพท.สกัดนายกฯคนนอก

นอกจากการตีความเรื่องการเขียนคำถามพ่วงลงไปในรัฐธรรมนูญ จากกรธ. สนช.หรือสปท.ไปเป็นที่เรียบร้อย เมื่อตรวจสอบปฏิกิริยาจากพรรคการเมืองส่วนต่างๆ งานนี้เรียกว่าไม่พอใจเป็นอย่างยิ่งถ้าหากว่าส.ว.จะมีอำนาจในการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ ว่า ในช่วงการทำประชามติ ไม่มีพรรคการเมืองใดประกาศรับร่างรัฐธรรมนูญ และคำถามพ่วงให้ ส.ว.ร่วมออกเสียงเลือกนายกรัฐมนตรีแล้ว นายจตุพรกล่าวต่อว่า ดังนั้นพรรคการเมืองที่ลงเลือกตั้ง ควรประกาศเป็นสัญญาประชาคมว่า จะเอานายกรัฐมนตรีคนนอกหรือไม่ และหากไม่เอาแล้ว ต้องรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งให้คนของพรรคการเมืองเป็นนายกรัฐมนตรีเพื่อให้เป็นสัญญาทางการเมืองกับประชาชนไว้ แต่จากนี้ไปช่วงเวลาปีครึ่งที่จะได้รัฐบาลใหม่มาบริหารประเทศ ในทางการเมืองแล้วเป็นเวลาที่นานมาก อีกทั้งสังคมยังไม่เข้าใจร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กันชัดเจน จึงต้องยุส่งให้ทุกอย่างเดินไปสุดทาง
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พยายามตีความคำถามพ่วงที่จะให้ ส.ว.มีสิทธิ์เสนอชื่อบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาเห็นชอบ ว่า เรื่องนี้ไม่มีอะไรต้องตีความ ไม่ว่าจะตีความแบบกว้างหรือตีความแบบแคบ เพราะเนื้อหาสาระในคำถามพ่วงชัดเจนตั้งแต่ต้นแล้วว่าให้วุฒิสภาร่วมลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี โดยไม่มีข้อความไหนที่ระบุว่าให้ ส.ว.เสนอชื่อผู้สมควรเป็นนายกรัฐมนตรี
นายองอาจกล่าวต่ออีกว่า แต่ถ้า สนช.ต้องการให้วุฒิสภาเสนอชื่อด้วย ก็ควรใส่คำว่า "เสนอชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี" ไว้ในคำถามพ่วงตั้งแต่ตอนลงประชามติ ไม่ควรมามีกรอบเสนอให้ตีความแบบกว้างหรือแบบแคบ
ดังนั้น สนช.จึงควรทำเรื่องนี้ตรงไปตรงมา อย่าหัวหมอ และไม่ควรคิดว่าประชาชนส่วนมากลงประชามติเห็นชอบคำถามพ่วงแล้วจะมาทำตามอำเภอใจอย่างไรก็ได้


จริงๆแล้วถือว่าเป็นคำถามที่น่าสนใจว่าทำไมพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ มีความกังวลเกี่ยวกับการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีโดยส.ว.เพราะท้ายที่สุด หากพิจารณาจากตัวเลขส.ส.ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา หรือแม้กระทั่งการเลือกตั้งครั้งนี้ หากพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทย มีอุดมการณ์ไปในทิศทางเดียวกัน ก็จะสามารถชี้ขาดการเลือกนายกรัฐมนตรีได้อยู่แล้ว อยู่ที่ว่าเมื่อวันนั้นมาถึง อุดมการณ์ประชาธิปไตยอย่างพรรคประชาธิปัตย์จะกล้าไปจับมือกับพรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลเลยหรือไม่
ที่ประชุมร่วมกันของทั้ง 2 สภา ก็คือ ส.ส.500+ส.ว.250 คือ 750 ครึ่งหนึ่งก็คือ 375 เสียง

ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนกรกฎาคม 2554
พรรคเพื่อไทย (พท.) ได้ส.ส.265 คนจากแบ่งเขต 204 คน บัญชีรายชื่อ 61 คน
พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้ส.ส. 159 คน จากแบ่งเขต 115 คน บัญชีรายชื่อ 44 คน
สองพรรครวมกันได้คะแนนเสียง 424 เสียง เพราะฉะนั้นจะนายกรัฐมนตรีคนในหรือคนนอกบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ก็เป็นผู้ชี้ขาดอยู่แล้ว หรือในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2550 ก็ปรากฏคะแนนของทั้งสองพรรคดังนี้
พรรคพลังประชาชน  แบ่งเขต 221  สัดส่วน35 รวม 256 คะแนน
พรรคประชาธิปัตย์ แบ่งเขต 127 สัดส่วน35 รวม162คะแนน
หรือทั้งหมด 418 เสียง
พิจารณาจากเงื่อนไขทางตัวเลข ก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่าถ้าหากพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีความพึงพอใจเกี่ยวกับบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีคนนอกแล้ว ก็สามารถปิดเงื่อนไขดังกล่าวด้วยการร่วมมือกัน แต่ทว่าในทางการเมืองก็จะมีคำถามเกิดขึ้นอีกเหมือนกันว่า พรรคประชาธิปัตย์จะร่วมมือกับพรรคเพื่อไทยทางการเมืองจริงๆหรือไม่


ติดตามข่าวสารทาง Line



เรียบเรียงโดย
อัชรา สภาพการณ์


HASTAG : นายกฯคนนอก  ร่างรัฐธรรมนญ 

ติดตามข่าวอื่นๆ