ถกเดือด...ปมส.ว.มีอำนาจเสนอชื่อนายกฯหรือไม่?

ภายหลังประชามติผ่านร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงไปแล้วนั้น สถานการณ์ทางการเมืองได้เดินทางมาถึงจุดที่เกิดการดีเบตขึ้นอีกครั้ง ว่าคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ จะนำเอาคำถามพ่วงมาเขียนในรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชนอย่างไร ซึ่งในที่นี้ก็คือกระบวนการได้มาซึ่งผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ที่มีการพูดกันทั้งบ้านทั้งเมืองว่านายกรัฐมนตรีคนนอก ทั้งในแง่ของการตั้งคำถามว่าจะเป็นกรสืบทอดอำนาจของ คสช.หรือไม่ หรือแม้กระทั่งการกำหนดวิธีการเสนอชื่อผู้ท้าชิงนายกรัฐมนตรี ด้วยการให้สมาชิกวุฒิสภามีอำนาจในส่วนนี้นั้น กำลังสร้างความสับสนให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขอความร่วมมือสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าวเรื่องนายกรัฐมนตรีคนนอก หรือการสืบทอดอำนาจของ คสช. เพราะหลังจากได้เห็นข่าวดังกล่าวทางหนังสือพิมพ์แล้ว ทำให้รู้สึกไม่มีความสุขที่ยังเห็นการเสนอข่าวที่อาจสร้างความขัดแย้ง
"ท่านต้องการให้เป็นแบบนั้นหรือบ้านเมือง แล้วท่านต้องการความสงบสุขตรงไหน และใครจะเป็นคนทำให้ท่าน ผมก็ทำไม่ได้ ผมพูดเลยผมทำให้ไม่ได้หรอก ถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้อยู่ ทุกคนพูดกันไปมาแบบนี้ ไม่ได้ โน้นกระบวนการยุติธรรมไปว่ามา ทำอะไรก็อย่าให้ผิดอีก ก็แค่นั้นเอง ผมใช้อำนาจผมก็ได้ แต่ผมไม่เคยใช้แบบนั้น ไม่เคยต้องไปสั่ง เพราะมีศาลมีกระบวนการยุติธรรม ไม่เช่นนั้นจะมีทำไม เพราะฉะนั้นวันนี้ผมอยากให้ลดการเสนอข่าวขัดแย้ง ไม่ใช่ใครพูดอะไร ก็ด่ากันไปมาและกลับมาด่านายกฯ จะได้ไม่ต้อง
ท้ายที่สุดพล.อ.ประยุทธ์มีความต้องการจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนนอกหรือไม่ก็ตาม หรือใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปของประเทศไทย ซึ่ง ณ ขณะนี้กรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะต้องแปสภาพคำถามพ่วงให้มาเป็นบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ
คำถามพ่วงประชามติที่กำลังเกิดการตีความอยู่ ในตอนนี้ระบุว่า“ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่า ในระหว่าง 5 ปีแรก นับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี”


สรุปแบบง่ายๆก็คือในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปีแรกนั้น ประชาชนต้องการให้ที่ประชุมร่วมรัฐสภา หรือส.ว.และส.ส.ร่วมกันเลือกนายกรัฐมนตรี แต่ล่าสุดก็ยังมีการตีความลึกเข้าไปกว่านั้นว่าผู้ที่จะเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจะต้องเป็นพรรคการเมืองที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง หรือส.ว.จะมีอำนาจในการเสนอชื่อหรือไม่
นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แถลงว่า ตามเนื้อหาของคำถามประกอบฯ ที่ระบุว่า ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า ที่ให้รัฐสภา ซึ่งหมายถึง ส.ส. และส.ว. พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ ทั้งนี้ขอเน้นในประเด็นสำคัญคือ การพิจารณาให้ความเห็นชอบ ซึ่งมีความหมายสอดคล้องถึงกระบวนการให้ความเห็นชอบ คือ กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการเสนอชื่อนายกฯ เงื่อนไขต่างๆ คุณสมบัติของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกฯ และรายละเอียดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย ซึ่งไม่จำกัดเฉพาะแค่การลงมติให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบเท่านั้นเห็นหรือไม่ว่าตัวประธาน สนช.เองก็มีการตีความคำว่า พิจารณาให้ความเห็นชอบ นั้นไม่ได้จำกัดเฉพาะการลงมติแต่รวมไปถึงการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีด้วยนั่นเอง แต่ทว่าถ้อยแถลงดังกล่าว ก็ไม่สอดคล้องเหมือนกับที่นายสมชาย แสวงการ หนึ่งในวิปฯสนช.ชี้แจงก่อนหน้านี้

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการ(กมธ.)สามัญพิจารณาศึกษา เสนอแนะ และรวบรวมเพื่อประกอบการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ สนช. เปิดเผยว่า ในการเลือกนายกรัฐมนตรีในช่วงระยะเวลา5 ปีแรกจะต้องมาจากมติของที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา โดยหลังจากการเลือกตั้งแล้วสส.จะเป็นฝ่ายเสนอชื่อบุคคลจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่ยื่นต่อคณะกรรมการเลือกตั้ง(กกต.)ในวันสมัครรับเลือกให้ที่ประชุมรัฐสภาลงมติว่าจะเห็นชอบหรือไม่
นายสมชาย กล่าวอีกว่า ถ้าในครั้งแรกที่ประชุมรัฐสภามีมติเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกรัฐสภา ประเทศก็จะได้นายกฯ แต่หากที่ประชุมรัฐสภาไม่สามารถเลือกได้ การเลือกนายกฯครั้งต่อไปจะต้องเป็นหน้าที่ร่วมกันของรัฐสภา กล่าวคือ สส.หรือสว.จะสามารถเสนอชื่อบุคคลจากในหรือนอกบัญชีพรรคการเมืองเข้ามาให้ที่ประชุมรัฐสภามีมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ

นายวันชัย สอนศิริ โฆษกคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวว่า ประเด็นที่ถกเถียงกันว่า ส.ว. มีสิทธิ์ที่จะเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ไม่น่าจะต้องมาถกเถียงกันให้เป็นประเด็นไปเปล่า เพราะในรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 ก็ใช้คำว่าพิจารณาให้ความเห็นชอบ
ซึ่งก็หมายความว่าให้มีสิทธิ์ทั้งเสนอชื่อและโหวต เป็นเรื่องที่ตรงไปตรงมา ก็เอาความต้องการของประชาชนไปแก้ใส่ไว้ในบทเฉพาะกาลแค่นี้ก็จบแล้ว เมื่อเลือกตั้งแล้ว เปิดประชุมมาทั้ง ส.ส. และ ส.ว.ในฐานะสมาชิกรัฐสภาก็ร่วมกันพิจารณาว่าจะเอาใครมาเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นท้ายที่สุดต้องมาจับตามองที่การทำหน้าที่ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญว่าจะนำเอาคำถามพ่วงมาแปรเป็นบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญได้อย่างไร และตามกระบวนการก็ต้องได้รับความเห็นชอบจากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอีกด้วย ร่างรัฐธรรมนูญฉบับกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำหนดไว้ในมาตรา 88, 158 และ 159 ว่า ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเห็นชอบคนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีจากรายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอไว้ก่อนเลือกตั้ง พรรคละไม่เกินสามรายชื่อ แม้ว่าร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดไว้ว่ารายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอจะต้องเป็นผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งด้วยหรือไม่ ทำให้อาจเข้าใจได้ว่า คนที่จะได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรี อาจไม่ต้องลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือไม่ต้องเป็น ส.ส. ก็ได้ แต่เนื่องจากพรรคการเมืองต้องเสนอสามรายชื่อก่อนการเลือกตั้ง ดังนั้นหากประชาชนไม่ชอบรายชื่อใดก็ยังพอจะตัดสินใจไม่ลงคะแนนให้พรรคการเมืองนั้นได้ ระบบเสนอสามรายชื่อก่อนเลือกตั้งนี้อาจจะเปิดให้มีนายกรัฐมนตรีที่ไม่ต้องเป็นส.ส.ได้ แต่ไม่ถึงกับเป็นช่องทางให้นายกรัฐมนตรีไม่ต้องมาจากการเลือกตั้งเสียทีเดียว ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ มีมาตรา 272 อยู่ในหมวดบทเฉพาะกาล ที่กำหนดว่า "มาตรา 272 ในวาระเริ่มแรก เมื่อมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 268 แล้ว หากมีกรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้  ตามมาตรา 88 ไม่ว่าด้วยเหตุใด และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจํานวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดเท่าที่มีอยู่เข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภาขอให้รัฐสภามีมติยกเว้นเพื่อไม่ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88

ในกรณีเช่นนั้น ให้ประธานรัฐสภาจัดให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาโดยพลัน และในกรณีที่รัฐสภามีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาให้ยกเว้นได้ ให้สภาผู้แทนราษฎรดําเนินการตามมาตรา 159 ต่อไป โดยจะเสนอชื่อผู้อยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 หรือไม่ก็ได้"
หลักการตามมาตรา 272 เปิดโอกาสให้เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีนอกเหนือจากรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ก่อนการเลือกตั้งได้ ซึ่งเป็นการเปิดช่องให้มี นายกฯ คนนอก ที่ไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้งได้โดยตรง โดยก่อนที่จะมี นายกฯ คนนอก ได้นั้น จะต้องมีสามขั้นตอนประกอบกัน คือ
1) ส.ส.ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง หรือ 250 คน เข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภา
2) รัฐสภา ซึ่งประกอบด้วย ส.ส. และ ส.ว.ทั้งหมด ลงมติด้วยคะแนนเสียง 2 ใน 3 หรือ 500 คนจาก 750 คน ให้มีนายกรัฐมนตรีนอกเหนือจากรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ได้
3) ส.ส. เข้าชื่อกัน 1 ใน 10 หรือ 50 คนเสนอชื่อบุคคลใดก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรี และลงมติเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่ง หรือ 251 คน อีกหนึ่งข้อสังเกตต่อมาตรา 272 คือ มีคำว่า ในวาระเริ่มแรก ซึ่งน่าจะหมายถึงวาระที่มีการเลือกตั้งครั้งแรกหลังร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้ เท่ากับว่าหลักการที่เปิดช่องให้มี 'นายกฯ คนนอก' ได้ตามมาตรา 272 น่าจะใช้กับการเลือกตั้งครั้งที่กำลังจะมาถึงได้ครั้งเดียว หลังจากนั้นไม่ว่าจะเลือกตั้งกันอีกกี่ครั้งก็ไม่อาจนำมาตรา 272 มาใช้เพื่อตั้งนายรัฐมนตรีจากนอกบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ได้อีกแล้ว


ติดตามข่าวสารทาง Line



เรียบเรียงโดย
อัชรา สภาพการณ์


HASTAG : นายกฯคนนอก  คำถามพ่วง  ร่างรัฐธรรมนญ 

ติดตามข่าวอื่นๆ