ลือสนั่น “ไพบูลย์”ตั้งพรรคการเมืองดัน “พล.อ.ประยุทธ์”อยู่ต่อ (ชมคลิป)

ความเคลื่อนไหวของนายไพบูลย์ที่น่าสนใจเพิ่มเติมก็คือการประกาศเตรียมจัดตั้งพรรคการเมือง จนถูกจับตามองว่าเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับ คสช.เพื่อกลับเข้ามาสู่เส้นทางทางการเมืองอีกครั้งหรือไม่
นายไพบูลย์ กล่าวว่าเนื่องจากตนเป็นคนแรกๆ ที่เสนอเรื่องให้ส.ว.เลือกนายกรัฐมนตรี ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดข้อสงสัยว่าต้องการเป็น ส.ว. ขอประกาศว่า ไม่ขอรับตำแหน่ง ส.ว. แต่จะมาลงสมัคร ส.ส. เพราะขับเคลื่อนการปฏิรูปได้เต็มที่
นายไพบูลย์ชี้แจงเพิ่มเติมว่าได้หารือกับพวกที่มีอุดมการณ์เดียวกัน ร่วมกันจัดตั้งพรรคการเมือง โดยประชาชน ของประชาชน เพื่อประชาชน ภายใต้ชื่อว่า พรรคประชาชนปฏิรูป เป็นการประกาศเจตนารมณ์เบื้องต้น เพราะยังไม่สามารถจดแจ้งพรรคการเมืองได้
โดยมีเจตนารมณ์ 3 ประการ คือ
1.พรรคจะปฏิรูปพรรคการเมืองและนักการเมือง ทำให้การเมืองประเทศไทยดีขึ้น

2.พรรคจะปฏิรูปพระพุทธศาสนาให้มีความบริสุทธิ์และดีงาม

3.พรรคจะปฏิรูปโดยการเพิ่มอำนาจให้ประชาชน
จะมีการจัดตั้งสภาตรวจสอบภาคประชาชนในทุกจังหวัดทั่วประเทศ

นพ.มโน เลาหวณิช หนึ่งในผู้ร่วมจัดตั้งพรรคระบุว่าจะมาทำในส่วนปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา  ปัจจุบันมีพระภิกษุ ปฏิบัตินอกลู่นอกนอกทาง หาเงินหาทอง ทำให้เกิดลัทธิคลั่งศรัทธา คลั่งเจ้าอาวาส มันเป็นผลร้าย ที่ผ่านมาการเมืองปฏิรูปศาสนามาตลอด แต่ศาสนาไม่เคยปฏิรูปตนเอง
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกล่าวว่า เชื่อว่าในอนาคตพล.อ.ประยุทธ์ จะไม่ไปเข้าร่วมพรรคการเมืองกับนายไพบูลย์อย่างแน่นอน ส่วนตนก็คงไม่เข้าร่วมเช่นเดียวกัน และไม่แม้แต่จะคิด

 

 


นอกเหนือจากเทคนิคตามรัฐธรรมนูญแล้ว การที่จะระบุว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ก็ต้องมาตรวจทานจากกระแสเสียงจากประชาชน ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้สะท้อนผ่านโพล หรือผลสำรวจเชิงวิจัยดังต่อไปนี้ ย้อนกลับไปเมื่อครั้งครบรอบ 2 ปีการเข้ามาควบคุมประเทศของ คสช. แม้ว่าพล.อ.ประยุทธ์ จะปฏิเสธที่จะประเมินผลงานตัวเอง แต่ต่างก็เชื่อมั่นในคะแนนนิยมของรัฐบาล-คสช. เพราะยืนยันว่าตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ได้เน้นการบริหารบ้านเมืองด้วยความโปร่งใส จริงใจ และจริงจังกับทุกปัญหา เช่นเดียวกับอีก 1 ปีเศษที่เหลืออยู่ ก็พร้อมจะขับเคลื่อนเดินหน้าให้ถึงเป้าหมายตามโรดแมปที่วางไว้

ศูนย์ติดตามรัฐกิจไทย มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นคะแนนนิยมของ คสช.พบว่ายังคงอยู่ในระดับปานกลาง จากคะแนนเต็ม 10 อยู่ที่ 6.65 คะแนน
เมื่อลงไปในรายละเอียด พบว่าประชาชนในภาคกลางมีความสุขมากที่สุด โดยมีกลไกของรัฐบาลเป็นปัจจัยสนับสนุน และประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้ คสช. คืนความสุขก่อนการเลือกตั้ง ด้วยการยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น แต่หากย้อนกลับไปดูผลสำรวจเมื่อครบ1 ปี 6 เดือนของรัฐบาล-คสช. พบว่า
ดุสิตโพล เคยสำรวจความคิดเห็นไว้โดยประชาชนให้คะแนนการทำงาน 7.20 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 และพบว่าคะแนนสูงสุดที่ประชาชนพึงพอใจอยู่ที่การทำงานของนายกรัฐมนตรีและกระทรวงกลาโหม โดยมีผลงานสำคัญ คือการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง แต่ก็อ้างอิงถึงผลงานยอดแย่คือการแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจ และในช่วง1 ปีแรก หลังการเข้ามาบริหารบ้านเมือง
นิด้าโพล ยังเคยสรุปผลสำรวจความคิดเห็น ว่าประชาชนยอมรับในรัฐบาล-คสช.ด้วยเหตุผลที่สามารถยุติความวุ่นวายทางการเมืองได้ ชื่นชอบความจริงจังในการทำงาน โดยเฉพาะการเข้ามาจัดระเบียบสังคมในหลาย ๆมิติ แต่ผลสำรวจความคิดเห็นครั้งนั้น ก็สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนไม่ถึงครึ่งจากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดหรือร้อยละ 49.44 มีความนิยมในรัฐบาล-คสช.
กรุงเทพโพล ที่ชี้ระดับความนิยมของรัฐบาล-คสช.ในช่วง 6 เดือนแรก มีคะแนนมากกว่าครึ่ง ซึ่งความพึงพอใจนั้น ประกอบขึ้นจากแนวทางการบริหาร,บทบาทการทำงานหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี หรือแม้แต่ความคาดหวังในขณะเดียวกันยังตอบคำถามว่า พร้อมจะสนับสนุนพลเอกประยุทธ์เกินกว่าครึ่งจากที่ร่วมแสดงความเห็นผ่านผลสำรวจ ขณะเดียวกัน กรุงเทพโพลล์ ได้เปิดเผยสถิติความพึงพอใจของ 2 นายกรัฐมนตรีคนก่อนหน้านี้ ได้แก่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผลปรากฏว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ได้คะแนน 4.94 คะแนน สำรวจเมื่อเดือนสิงหาคม 2556 ขณะที่นายอภิสิทธิ์ ได้คะแนน 4.44 คะแนน
นอกจากนี้ ยังมีคำถามอีกว่า หากมีสิทธิโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี จะสนับสนุน พล.อ. ประยุทธ์ หรือไม่ ผลปรากฏว่า
ร้อยละ 80.5 สนับสนุน
ร้อยละ 8.0 ไม่สนับสนุน
ร้อยละ 11.5 งดออกเสียง
และเมื่อเปรียบเทียบในแต่ละด้านที่ทำการประเมินพบว่า      พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้คะแนนความพึงพอใจในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้นำประเทศมากกว่าอดีตนายกรัฐมนตรี ทั้ง 2 ท่าน ในทุกๆด้าน เมื่อถามต่อด้วยข้อคำถามที่ว่า  “หากวันนี้  ท่านมีสิทธิโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ท่านจะโหวตสนับสนุน     พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ พบว่า ประชาชน ร้อยละ 80.5 จะโหวตสนับสนุน มีเพียงร้อยละ 8.0 เท่านั้น ที่โหวตไม่สนับสนุน ที่เหลือร้อยละ 11.5 งดออกเสียง
เห็นได้ค่อนข้างชัดเจนว่าตลอดกว่า 2 ปีที่ผ่านมาประชาชน ยังคงมีความเชื่อมั่นในตัวพล.อ.ประยุทธ์ และเมื่อตอกย้ำกับผลประชามติยิ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าความเชื่อมั่นนั้นยังคงมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่มีอะไรการันตีได้ทั้งสิ้นว่า ต่อจากนี้อีกกว่า 1 ปีประชาชนยังจะมีความรู้สึกเช่นนี้กับพล.อ.ประยุทธ์อยู่หรือไม่ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการทำหน้าที่และผลของการทำงานที่เกิดขึ้นนั่นเอง


ติดตามข่าวสารทาง Line



เรียบเรียงโดย
อัชรา สภาพการณ์


HASTAG : ไพบูลย์ นิติตะวัน 

ติดตามข่าวอื่นๆ