“ศาลรธน.” มติเอกฉันท์ ม.61 วรรคสองไม่ขัดรธน.

กลายเป็นเงื่อนปมร้อนเข้ามาแทรกจังหวะก้าวเดินไปตามโรดแมปของรัฐบาล ว่าด้วยการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ  พร้อมคำถามพ่วงประชามติในวันที่ 7 ส.ค. 2559  สำหรับข้อสรุปของผู้ตรวจการแผ่นดินในการส่งพ.ร.บ.ประชามติไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ

ซึ่งล่าสุด ศาลรัฐธรรมนูญ มติเอกฉันท์วินิจฉัยว่า พ.ร.บ.ดังกล่าว ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 มาตรา 4 จึงไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์วินิจฉัยว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 มาตรา 61 วรรคสอง ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 มาตรา 4 จึงไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญแห่งชาติอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557

โดยคำร้องนี้ ผู้ตรวจการแผ่นดินได้เสนอเรื่องพร้อมขอความเห็นให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 มาตรา 61 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า" ผู้ใดดำเนินการเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือในช่องทางอื่นใด ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริงหรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย" เป็นบทบัญญัติที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนเกินความจำเป็น และกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพ มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญแห่งชาติอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 มาตรา 4 หรือไม่

ทั้งนี้มูลเหตุที่เกิดขึ้นเป็นความเกี่ยวโยงจากความเห็นผู้ตรวจการแผ่นดิน  ที่มองว่าคำว่า ก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย  ใน ม.61 วรรค2 มีความไม่ชัดเจนในทางปฎิบัติ  จึงอาจทำให้ชาวบ้านเกิดความสับสน คลุมเครือ ไม่กล้าแสดงความเห็น  ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของการออกเสียงประชามติ รวมถึงยังอาจทำให้เจ้าหน้าที่นำเอาถ้อยคำดังกล่าวไปตีความ จนอาจนำไปสู่การดำเนินการกับประชาชนของทางเจ้าหน้าที่ได้

นายศุภชัย สมเจริญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวว่า กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์วินิจฉัยว่าพ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 มาตรา 61 วรรคสอง ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ชั่วคราว 2557 มาตรา 4นั้น การที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าวว่าขัดหรือไม่ขัด ก็ไม่มีผลต่อกกต.

 ทั้งนี้ ส่วนตัวเห็นด้วยตั้งแต่แรกว่าไม่เกี่ยวกับกระบวการออกเสียงการทำประชามติ หากพบว่ามีคนกระทำผิดพ.ร.บ.ดังกล่าว ประชาชนสามารถร้องทุกข์กล่าวโทษได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องผ่านกกต. เพราะมันเป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย ดังนั้น การอ่านกฎหมายไม่ควรอ่านทีละตัว ควรอ่านทั้งมาตรา เพื่อให้เกิดความเข้าใจ และต้องดูเจตนาผู้อ่านกฎหมายด้วยว่ามีเจตนารมณ์แบบไหน

ด้าน นายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวว่า ผู้ตรวจฯเคารพคำวินิฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะถือว่ามีผลผูกพันธ์กับทุกองค์กร และต่อจากนี้เป็นหน้าที่กกต.ในฐานะผู้รักษากฎหมาย ที่จะตีความว่าการกระทำใดเข้าข่ายผิดตามกฎหมายดังกล่าว


ด้าน พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิกสภานิติบัญญัตแห่งชาติ กล่าวถึง กรณีปัญหาการตีความถ้อยคำ รุนแรง ก้าวร้าว หยาบคายใน มาตรา 61 วรรค 2 ว่า ว่า เฉพาะถ้อยคำเกี่ยวกับรุนแรง, ก้าวร้าว, หยาบคาย, ปลุกระดม และข่มขู่ ไม่มีกรรมาธิการท่านใด หรือแม้แต่สมาชิกสภานิติบัญญัติท่านใด ที่มีการอภิปรายถ้อยคำต่าง ๆ เหล่านี้ มีเพียงแต่กรรมาธิการบางท่านได้พูดถึงการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อต่าง ๆ ที่อยู่ใน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งบทลงโทษจะแตกต่างกันไป สาเหตุจำเป็นที่จะต้องเอามาใส่ใน พ.ร.บ.ประชามติ นั้น มาจากร่างเดิมที่มาจากคณะรัฐมนตรีเสนอ สนช. มา ร่างเดิมไม่ได้มีการปรับปรุงแก้ไข

พล.อ.สมเจตน์ กล่าวอีกว่า สาเหตุที่มารวบรวมอยู่ในนี้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่ใช้กฎหมายและผู้ที่ต้องการแสดงความคิดเห็นได้เห็นกรอบของมันว่า สามารถแสดงความคิดเห็นและมากน้อยนั้นเป็นอย่างไร สำคัญที่สุด คือ บทลงโทษ ซึ่งกฎหมายฉบับอื่น บทลงโทษมันน้อยกว่าบทลงโทษของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ โดยหลักการในการพิจารณาได้นำเอาบทลงโทษต่าง ๆ มาเรียงลำดับ มีการจัดเพื่อที่จะสามารถพูดถึงที่มาที่ไปได้ว่า ทำไมถึงทำอย่างนั้น อย่างนี้ มีเหตุผล


ติดตามข่าวสารทาง Line



เรียบเรียงโดย
เอกสิทธิ์ ชูวารี


HASTAG : มาตรา 61  ประชามติ  วินิจฉัย  ศาลรธน. 

ติดตามข่าวอื่นๆ