อ่านแล้วน้ำตาไหลพราก!? ข้อความจาก “ตูน บอดี้สแลม” ถึง "คุณแม่" ผู้มีพระคุณสูงสุดในชีวิต!!

ผ่านวันเกิดไปไม่กี่วัน สำหรับ “ตูน อาทิวราห์ คงมาลัย” หรือ “ตูน บอดี้สแลม” ไอดอลขวัญใจวัยรุ่นทุกเพศ ทุกวัย  ได้เขียนข้อความลงในอินสตาแกรม "เกี่ยวกับคุณค่าของไม้เรียวของแม่"  แม้จะเป็นข้อความที่ยาวมากแต่ได้รับความสนใจ รวมทั้งได้รับการแชร์ออกไปอย่างแพร่หลาย โดย "ตูน บอดี้สแลม" ระบุว่า ....

 

 

"ตอนเด็กๆ...ผมเคยโดนแม่ตี...โดนตีจนเคยต้องร้องไห้ก้มลงกราบขอว่า..."พอแล้วครับแม่ๆ"...เคยวิ่งหนีไม้เรียวแม่ไปหาคุณยายข้างบ้านให้ช่วยเป็นเกราะกำบัง...แต่สุดท้ายก็ไม่เคยรอดพ้นการลงโทษสักครั้ง...นั่นน่าจะเป็นช่วงเด็กๆไม่ค่อยประสีประสา...ถูกทำโทษเพราะแกล้งน้องชายตัวเองจนร้องไห้บ้าง...ทำความผิดแบบเด็กผู้ชายทั่วๆไปที่อาจจะเป็นความผิดแบบเด็กๆบ้าง...แต่แม่ผมก็ไม่ปล่อยให้ผมคิดว่าความผิดเล็กๆเป็นเรื่องเล็กๆ...ตัดไฟแต่ต้นลมด้วยด้ามไม้ที่ลวกเส้นก๋วยเตี๋ยวบ้าง...ก้านมะยมที่ริดใบออกหมดเหลือไว้แต่ก้านใหญ่พอดีมือบ้าง...ยังจำเสียงในจังหวะตอนที่ก้านมะยมผ่านลมก่อนมาสัมผัสที่ก้นจะมีเสียงดัง..."เฟี๊ยบๆ!!"...แสบๆคันๆดีนัก.......แม้กระทั่งโตขึ้นเป็นวัยรุ่นเข้ามาเรียนที่กรุงเทพฯ...ผมก็ยังโดนแม่ตี!!..เพียงแต่อาจจะไม่บ่อยเท่าตอนที่อยู่บ้านนอก...อาจด้วยความห่างไกลก็เลยทำให้แม่ไม่ค่อยมีโอกาสเห็นในตอนที่เราเกเรสักเท่าไหร่...แต่มีครั้งหนึ่งที่โชคไม่เข้าข้างวัยรุ่นบ้าเสียงดนตรีคนนี้สักเท่าไร.......วันนั้นเป็นวันอาทิตย์...ที่ตามธรรมดาผมต้องไปเรียนพิเศษที่สถาบันกวดวิชาแห่งหนึ่งแถวๆปิ่นเกล้า...แต่ผมเลือกที่จะไม่ไปเรียนพิเศษในวันนั้นเพื่อไปประกวดวงดนตรีกับเพื่อนๆ...ซึ่งในวันนั้นวงของเราต้องเล่นในรอบสิบวงสุดท้าย...เราเป็นวงที่เด็กที่สุดในจำนวนสิบวงที่เข้ารอบมา...บอกได้เลยแบบไม่ต้องคิดนานว่าผมจะเลือกอะไรระหว่างไปเรียนพิเศษวิชาคำนวนสุดปวดหัวกับมาร้องเพลงและเล่นดนตรีกับเพื่อนๆบนเวทีการประกวดที่น่าตื่นเต้น...,...และเป็นธรรมดาเช่นเดียวกันที่ตอนผมกลับบ้านของคุณป้าที่ผมพักด้วยที่กรุงเทพทุกๆวัน...ก็จะไร้เงาของผู้ปกครองที่คอยสอดส่อง...จะมีก็หากคุณป้าจะนอนดึกบ้างในครั้งคราวแต่ท่านก็ไม่เคยซักไซ้ไล่เลียงว่าในแต่ละวันผมไปทำหรือไม่ทำอะไรมาบ้าง......แต่ในวันอาทิตย์วันนั้น...หลังจากการประกวดดนตรีอย่างสนุกสนานกับเพื่อนๆจนล่วงเลยเวลา...ผมกลับมาถึงบ้านคุณป้าตอนประมาณสี่ทุ่มเห็นจะได้...ภาพแรกที่เห็นหลังจากที่เปิดประตูเข้าบ้านไป...คือภาพของแม่ผมนั่งรอผมอยู่ที่โต๊ะกินข้าวท่ามกลางแสงไฟอ่อนๆและบรรยากาศที่แตกต่างจากทุกๆครั้งที่แม่เข้ากรุงเทพมาเยี่ยมผม...นั่นมันชวนขนหัวลุกยิ่งกว่าเมื่อประโยคแรกจากปากแม่ไม่ใช่คำทักทายถามสารทุกข์ตามปกติ..."วันนี้ไปไหนมา?"...คือประโยคแรกที่สุดแสนจะเรียบง่ายแต่ทำไมวันนั้นผมรู้สึกว่ามันทรงพลังเหลือเกิน......เดาออกกันใช่ไหมครับว่าผมจะตอบแม่ว่าอะไร?.......ใช่เลยครับ...ผมตอบแม่ไปอย่างไม่ต้องคิดทบทวนไปว่า..."ก็ไปเรียนพิเศษมาไงครับแม่"

 

 

 

"พระเจ้าไม่เคยเข้าข้างคนผิดจริงๆครับ........วันนั้นแม่ผมตั้งใจเข้ากรุงเทพเพื่อจะมารับผมจากที่เรียนพิเศษเพื่อไปหาอะไรกินกันพร้อมหน้าพร้อมตา....แม่ไปนั่งรอผมที่เรียนพิเศษในวันนั้นจนกระทั่งเวลาเลิกเรียน...เด็กนักเรียนคนแล้วคนเล่าทยอยลงมาจากห้องเรียน...แม่รอกระทั่งเด็กคนสุดท้าย...แต่ที่สุดก็ไร้เงาของลูกชายตัวเอง.......แต่ผมหารู้ไม่ว่าแม่รู้เรื่องว่าผมไม่ได้ไปเรียน...จึงด่วนตอบคำถามแม่ไปแบบนั้น.......จำคลับคล้ายคลับคลาว่าวันนั้นแม่ให้โอกาสผมให้ตอบคำถามเดียวกันนี้อีกสองสามครั้ง...แต่ผมก็ยังคงยืนยันในคำตอบเดิมเป็นคำตอบสุดท้าย...ว่าผมไปเรียนพิเศษมาแล้วไปกินข้าวกับเพื่อนๆจึงกลับดึก........นึกออกกันใช่ไหมครับว่าฉากต่อไปคือฉากอะไร.......ภาพของเด็กชายวัยรุ่นหน้าเปื้อนสิวในชุดลำลองตัวเก่งที่เมื่อตอนกลางวันยังขึ้นไปร้องเพลงเท่ห์ๆอยู่กับเพื่อนๆบนเวที...แต่ไม่ทันข้ามวันกลับต้องมายืนกอดอกยินยอมพร้อมรับการลงทัณฑ์จากไม้เรียวแม่...ไม่มีการร้องอ้อนวอนขอชีวิตเหมือนตอนเด็กๆ...ยินยอมพร้อมรับทุกการเคลื่อนไหวจากเงื้อมไม้เรียวแม่...จำได้ติดตาติดใจและติดก้นว่าวันนั้นแม่สวมวิญญาณนักเบสบอลที่ทุกๆวงสวิงคล้ายตั้งใจหวดลูกบอลไปให้พ้นขอบสนาม....เพียงเปลี่ยนจากไม้เบสบอลเป็นด้ามไม้เรียวอันเขื่อง...นัยว่าหากผมเป็นลูกเบสบอลผมเองคงลอยออกนอกสนามไปในทุกๆการหวดอันรุนแรงและเร่าร้อนของแม่ในวันนั้น...จำไม่ได้จริงๆครับว่าโดนไปทั้งหมดกี่ครั้ง...เท่าที่จำได้ก็เพียงแต่ว่ามีน้ำตา.......ทั้งคนโดนตี...และคนตี.........แม่ตีไปก็ร้องไห้ไป...ไอ้ผมคนโดนก็ร้องหนักเข้าไปใหญ่...ทั้งเจ็บก้นและทั้งเสียใจที่ทำให้แม่ร้องไห้..........หลังจบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์และนั่งสงบสติอารมณ์ได้สักครู่...แม่ก็ถามผมขึ้นมาว่า..."รู้ใช่ไหมว่าทำไมแม่ต้องตีตูน"...ผมตอบแม่กลับไปว่า..."รู้ครับ...เพราะว่าไปประกวดดนตรีมาครับแม่..."...แม่นิ่งไปพัก...แล้วแม่ก็บอกเหตุผลของการลงโทษครั้งนี้ว่า...."...แม่ไม่ได้ตีเพราะว่าเราไปเล่นดนตรี...แต่แม่ตีเพราะเราโกหกแม่.......แม่ไม่เคยโกรธที่ตูนจะไปทำกิจกรรมอะไรไปเล่นดนตรีที่ไหน...แต่แม่โกรธที่ลูกพูดโกหกและไม่ยอมพูดความจริงกับแม่...แม่เกลียดและไม่ชอบคนโกหก!!"............กลับมานั่งคิดนั่งทบทวนถึงเหตุการณ์วันนั้นทีไรมันชวนให้รู้สึกหลายๆอย่างขึ้นมาในเวลาเดียวกัน.......ถ้าเกิดในวันนั้นหากแม่ห้ามเราเล่นดนตรีต่อไปคงทำได้...และแม่ก็มีสิทธิเต็มที่ที่จะสั่งให้เป็นแบบนั้น...และผมคงยินยอมทำตามคำสั่งแม่อย่างไม่อิดออด"


 

 "แต่แม่ก็ไม่เคยสั่งห้ามผมไม่ให้เล่นดนตรีต่อไป....แม่ไม่ได้โทษ"ดนตรี"ว่าผิด....หากแต่ชี้ให้เห็นว่าคนผิดที่แท้จริงคือใคร...และเหตุผลของการทำโทษของแม่คืออะไร.......แม่ไม่เคยใช้อารมณ์ในการลงโทษแต่เพียบไปด้วยเหตุผลและคำสอนดีๆเสมอ....ไม่ทางตรงก็ทางอ้อมแล้วแต่ว่าเราจะรู้สึกได้เองเมื่อไหร่ว่ามีคุณค่าอะไรซ่อนอยู่ในไม้เรียวของแม่บ้าง........ขอบคุณแม่ที่ไม่สั่งให้ผมต้องหยุดร้องเพลงและเล่นดนตรีในวันนั้น...ขอบคุณไม้เรียวของแม่ทุกๆด้ามที่คอยเตือนให้ผมรู้สึกตัวในทุกๆครั้งที่เคยทำผิดพลาด......และในวันนี้...ในวันที่ปฏิทินบอกว่าเป็นวันคล้ายวันเกิดผม..."ผมคิดถึงไม้เรียวแม่...ผมคิดถึงแม่...และอยากบอกแม่ว่า...ผมโชคดีที่สุดที่ได้เกิดเป็นลูกแม่ครับ"......ตูน 30 พ.ค. 2559

 

 

 

ที่มา : IG @artiwara


ติดตามข่าวสารทาง Line


ติดตามข่าวการเมือง


เรียบเรียงโดย
เกษวรา นาทวีไพโรจน์


HASTAG : คุณค่าของไม้เรียวแม่  อินสตราแกรม  โพสต์ข้อความ  ตูน บอดี้สแลม 

ติดตามข่าวอื่นๆ