โฆษกตร.ปัด ผู้ต้องสงสัยที่มาเลย์จับได้ เกี่ยวเหตุในไทย

"พล.ต.อ.เดชณรงค์"โฆษกสตช. ยืนยัน ผู้ต้องสงสัยที่ถูกทางการมาเลเซียจับกุมตัวไว้ได้ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในไทย

 

วันนี้  (20 ม.ค.)  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  พล.ต.อ. เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผย จากกรณีทางการมาเลเซีย สามารถจับกุมตัวผู้ต้องสงสัย 4 รายที่เชื่อมโยงกับกลุ่มก่อการร้ายรัฐอิสลาม (ไอเอส) ได้นั้น เบื้องต้นขอยืนยันว่า ไม่เกี่ยวกับเหตุการณ์ความรุนแรงในประเทศไทย และไม่เกี่ยวกับกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ ส่วนจะเกี่ยวกับเหตุระเบิดที่อินโดนีเซียหรือไม่ เป็นเรื่องภายนอกประเทศ  พร้อมทั้งยังไม่พบขบวนการไอเอสในประเทศไทยและทางการไทยได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกับทางการมาเลเซียมาโดยตลอด

 

ขณะที่ พล.ต.ต. ทรงพล วัธนะชัย รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า กองบัญชาการตำรวจนครบาล ประชุมประชาคมข่าวในทุกสัปดาห์ ในเรื่องการข่าว และได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจสันติบาล เพื่อตรวจสอบแหล่งชุมชน อพาร์ทเม้นต์ ห้องเช่า ที่พักอาศัยของชาวต่างชาติ หลังเกิดเหตุการณ์ระเบิดที่แยกราชประสงค์และผู้ต้องหาได้มีการหลบซ่อนในอพาร์ทเม้นต์ ห้องเช่า เพื่อประเมินและติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง เบื้องต้นจากการลงพื้นที่ตรวจสอบดังกล่าว ยังไม่พบสิ่งผิดปกติ

 

นอกจากนี้ พล.ต.ท. ณัฐธร เพราะสุนทร ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เปิดเผยว่า สั่งการให้สำนักงานตำรวจคนเข้าเมืองทั่วประเทศ เพิ่มความเข้มในการคัดกรองบุคคลมากขึ้น เพื่อป้องกันบุคคลที่อาจแฝงตัวใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านไปลงมือก่อเหตุก่อการร้ายในต่างประเทศ สั่งการเพิ่มความรอบคอบตรวจสอบหนังสือเดินทางของชาวต่างชาติด้วย โดยการข่าวขณะนี้ยังไม่พบมีผู้ก่อการร้ายเดินทางผ่านเข้ามาในประเทศไทย ส่วนครื่อง Biometric อยู่ในขั้นตอนการทำข้อมูลจัดซื้อ คาดว่า สามารถนำมาใช้ได้ประมาณเดือนเมษายน พร้อมยอมรับการป้องกันหลบหนีเข้าประเทศผ่านทางชายแดนที่เป็นช่องทางธรรมชาตินั้นเป็นเรื่องยาก เนื่องจากประเทศไทยมีพื้นที่เชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านทั้ง 4 ด้าน ซึ่งมีพื้นที่เป็นจำนวนมาก ทำให้ยากต่อการตรวจสอบ

 

แต่อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ มีมาตรการตรวจสอบและระดมกวาดล้าง เพื่อให้บุคคลที่หลบหนีเข้ามาในประเทศ ไม่มีที่พักอาศัย และไม่สามารถอยู่ในประเทศได้ และส่วนผู้พักอาศํยอยู่ในประเทศเกินกำหนดเวลา หรือ Over Stay ก็จะเพิ่มโดยก็จะเพิ่มโทษ โดยนายกรัฐมนตรี มีการลงนามคำสั่งในการเพิ่มโทษ โดยจะสามารถนำกฎหมายนี้มาใช้ในช่วงเดือนมีนาคมนี้ ซึ่งจะทำให้ผู้ที่อยู่เกินกำหนด เดินทางกลับประเทศ และกลับมาอยู่ในประเทศไทยอย่างถูกต้อง จากนั้นทางการไทยจะสามารถเก็บข้อมูลเพื่อเป็นการคัดกรองบุคคลที่เข้าออกประเทศไทยได้มากยิ่งขึ้น

 

ทั้งนี้ เบื้องต้นพบว่าส่วนใหญ่เป็นชาวจีน อินเดีย และแอฟริกา ซึ่งพื้นที่ที่พบเจอมากที่สุด ได้แก่ พื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล  ซึ่งกลุ่ม Over Stay จะแบ่งได้เป็น  4 ประเภท ได้แก่ กลุ่มที่ตั้งใจมาทำงานในประเทศไทยโดยตรง เช่น ประเทศเพื่อนบ้าน แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลุ่มที่พักอาศัย ระหว่างรอที่จะเดินทางไปประเทศที่สาม เช่น ตะวันออกกลาง แอฟฟริกา กลุ่มที่เข้ามาในประเทศเพื่อก่ออาชญากรรม ซึ่งเป็นพวกผิวสี รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้าน และกลุ่มสุดท้าย คือ อาชญากรข้ามชาติ ที่ส่วนมากจะพักอาศัยตามแหล่งท่องเที่ยว เช่น จ.พัทยา จ. ภูเก็ต ส่วนใหญ่เป็นชาวรัสเซียและโซมาเลีย   ซึ่งจากการตรวจสอบระหว่างเดือน ต.ค.- ธ.ค. 2558 พบว่ามีกลุ่ม Over Stay ในไทยกว่า 6 แสนคน 

 

 

 

 

 

 

 

 


ขอขอบคุณข้อมูล  http://www.js100.com/en/site/news/view/21095


ติดตามข่าวสารทาง Line


เรียบเรียงโดย
eakapun


HASTAG :

ติดตามข่าวอื่นๆ